ร่วมทาง
ประมาณ 28 นาทีพวกเขาเดินบนภูเขามาสองวันแล้ว
วันแรกเป็นวันที่ยากลำบากที่สุด บาดแผลลูกศรของเซียวหานเจิงหลังจากเปลี่ยนยาแล้วเริ่มมีทีท่าดีขึ้น—ไม่เลือดซึมอีกแล้ว แต่ทุกเส้นทางบนภูเขาทำให้หน้าผากของเขาเหงื่อซึมเป็นเม็ดเล็ก เฉิ่นชิงอวี่เดินอยู่ข้างหน้า เวลาเจอทางชันจะหยุดรอสักครู่ ให้เซียวหานเจิงเดินมาถึงข้างเขา
“ไม่ต้องรอฉัน” เซียวหานเจิงพูด
“ฉันไม่ได้รอ” เฉิ่นชิงอวี่พูด “ฉันแค่เดินไม่เร็ว”
เซียวหานเจิงมองเขาไปทีหนึ่ง ไม่ได้เปิดโปงคำโกหกไร้ฝีมือนี้
ตอนเที่ยง เฉิ่นชิงอวี่หาก้อนหินใต้ร่มเงานั่งลง หยิบอาหารแห้งเล็กน้อยออกจากอก มันเป็นสิ่งเดียวที่เขาทันหยิบมาจากห้องเล็ก—อาหารเช้าที่ลู่ฉางเฟิงส่งมา เขายังไม่ได้กิน อาหารแห้งถูกไฟคลอก ขอบไหม้เกรียม แต่ยังกินได้
เขาหักครึ่งหนึ่งส่งให้เซียวหานเจิง
“นายกิน” เซียวหานเจิงพูด
“ฉันไม่หิว”
“นายโกหก”
เฉิ่นชิงอวี่เงียบ เซียวหานเจิงยื่นมือไปหยิบอาหารแห้งจากมือเขา หักเป็นสองส่วนเล็กกว่า คืนส่วนที่ใหญ่กว่าให้เฉิ่นชิงอวี่
“เวลาสู้รบ เสบียงมีค่ากว่าชีวิต” เขากัดอาหารแห้งชิ้นเล็กของตัวเอง “เรียนรู้ที่จะกิน สำคัญกว่าการใช้ดาบ”
เฉิ่นชิงอวี่มองอาหารแห้งในมือ แล้วค่อยๆกิน เขานึกถึงสามวันที่หิวที่สุดในห้องขัง—เขาคิดว่าตัวเองผ่านช่วงที่อยากกินมากที่สุดไปแล้ว แต่ตอนนี้ถึงรู้ว่าความหิวไม่ใช่ความรู้สึกชั่วขณะ แต่เป็นการทับถมกันทีละชั้น ชั้นแรกคือท้องว่าง ชั้นที่สองคือมือเท้าอ่อนแรง ชั้นที่สามคือจิตใจหวั่นไหว เมื่อหิวจนไม่รู้สึกหิวอีกแล้ว นั่นคือเวลาที่อันตรายที่สุด
“นายรู้ได้ไงว่าฉันโกหก?” เฉิ่นชิงอวี่ถาม
“มือของนาย” เซียวหานเจิงพูด “เวลาหิว นิ้วมือนายจะขยับถูไปมา—เหมือนกำลังดีดพิณ”
เฉิ่นชิงอวี่ก้มลงมองมือของเขา นิ้วหัวแม่มือของเขากำลังถูหนังด้านที่นิ้วชี้โดยไม่รู้ตัว ท่าทางนี้เขาไม่เคยสังเกตมาก่อน—แต่เซียวหานเจิงสังเกตเห็น
“ท่านแม่ทัพสังเกตละเอียด” เขาพูด
“ในสนามรบ รายละเอียดหมายถึงชีวิตและความตาย” เซียวหานเจิงพูด แล้วหยุดครู่ “ในวังก็เช่นกัน”
***
บ่ายยังคงเดินต่อไป
ภูมิประเทศค่อยๆราบเรียบขึ้น พวกเขาผ่านป่าทึบ ใบไม้บนหัวแผ่เป็นทะเลสีเขียว แสงแดดสอดผ่านช่องว่างลงมา วาดจุดสว่างวับวาวบนพื้นดิน ทันใดนั้นเฉิ่นชิงอวี่ก็หมอบลง หยิบกิ่งไม้แห้งจากพื้น เริ่มวาดบนพื้น
“นายทำอะไร?” เซียวหานเจิงเดินเข้ามาใกล้
“วาดแผนที่” เฉิ่นชิงอวี่ไม่เงยหน้า กิ่งไม้ในมือขีดเส้นบนดิน—แม่น้ำสายหนึ่งคดเคี้ยว ยอดเขาสองลูกตั้งเผชิญหน้ากัน ป่าทึบที่ทำสัญลักษณ์ไว้ “ที่นี่คือค่ายทหาร ที่นี่คือตำแหน่งไฟไหม้เมื่อคืน ที่นี่คือที่เราอยู่”
เซียวหานเจิงมองลวดลายบนพื้น ไม่พูดอะไร
“จากตรงนี้ไปทางตะวันออกเฉียงใต้” เฉิ่นชิงอวี่ชี้เส้นหักบนแผนที่ “ใช้เวลาประมาณวันครึ่ง มีทางหลวง ทางหลวงไปทางเหนือถึงเมืองชิงโจว” เขาเงยหน้ามองเซียวหานเจิง “จากเมืองชิงโจวถึงค่ายทหารชายแดน ตามทางหลวง ใช้เวลาสองวันครึ่ง”
“นายรู้ได้ไง?”
“ก่อนที่ท่านแม่ทัพจะสอบสวนฉัน” เฉิ่นชิงอวี่พูด “ฉันสอบสวนค่ายทหารของท่าน”
เซียวหานเจิงหรี่ตา
“ในสามวันที่อยู่ในห้องขัง ฉันได้ยินมากกว่าที่ท่านแม่ทัพถามฉันตอนสอบสวน” เฉิ่นชิงอวี่พูดอย่างสงบ “ตำแหน่งค่ายเสบียงอยู่ทางเหนือของค่าย—เพราะทุกเช้าเวลาจื่อมีเกวียนเสบียงเข้ามาจากทางเหนือ ค่ายทหารม้าอยู่ทางใต้—เสียงกีบม้าดังมาจากทางใต้ทุกเช้าเวลาเหมา เส้นทางเวรยามตรึงที่—ท่านฝึกทหารเข้มงวด ทุกคนก้าวเดินเกือบเท่ากัน”
เซียวหานเจิงจ้องมองเขา
“นายฟังทุกวัน?”
“ทุกวัน” เฉิ่นชิงอวี่พูด แล้วกิ่งไม้ของเขาเลื่อนไปยังอีกตำแหน่งหนึ่งบนแผนที่ “ก่อนที่สนมจะกลับจากสวนดอกไม้ไปห้องบรรทม จะมีนางกำนัลมาตรวจดูก่อนว่ามีคนหรือไม่ ถอนหญ้าตามซอกหินเทียม เป็นสัญญาณ ‘อย่าอยู่ใกล้’”
คิ้วของเซียวหานเจิงขยับเล็กน้อย
“ในราชสำนักเมืองอิ่งตู” นิ้วของเฉิ่นชิงอวี่หยุดที่สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่วาดบนดิน—รูปพระราชวังร่างคร่าว ๆ ด้วยกิ่งไม้ “หูสำคัญกว่าตา เพราะตาเห็นได้แค่สิ่งที่คนอื่นให้เห็น แต่หูได้ยิน—น้ำหนักของฝีเท้า ทิศทางที่ม่านเปิด ครึ่งประโยคที่คนใช้กระซิบหลุดออกมา”
เซียวหานเจิงย่อตัวลงข้างหน้าเฉิ่นชิงอวี่ เขามองแผนที่ที่วาดด้วยกิ่งไม้และดินนานมาก
“นายก็เลยรอดมาได้แบบนี้” เขาพูด
“อืม”
“ซ่อนตัวตามมุมที่ไม่มีใครสนใจ—ฟัง”
เฉิ่นชิงอวี่ไม่ตอบ แต่กิ่งไม้ของเขาค่อย ๆ ลากผ่านดิน ทิ้งรอยบางเบา มันเหมือนจุดเริ่มต้นของตัวโน้ต แต่เขียนไม่เสร็จ
เซียวหานเจิงยื่นมือไปหยิบกิ่งไม้จากมือเฉิ่นชิงอวี่ นิ้วของเขาหยาบ—ต่างจากมือของเฉิ่นชิงอวี่ที่ใช้ดีดพิณ—แต่ท่าถือกิ่งไม้ยังคงแม่นยำ
“นายลืมที่หนึ่ง” เขาพูด แล้วเขียนเพิ่มบนแผนที่ของเฉิ่นชิงอวี่ “ที่นี่มีหุบเขา ล้อมรอบด้วยภูเขาสามด้าน มีทางแคบเดียวเข้าได้ เป็นตำแหน่งซุ่มโจมตีตามธรรมชาติ”
เฉิ่นชิงอวี่มองจุดที่เซียวหานเจิงเติม ในราชสำนัก เขาคิดว่าสายตาของตัวเองละเอียดพอแล้ว แต่ตอนนี้ถึงรู้ว่ามีคนสายตาเฉียบกว่าตัว—และคนนี้ยังคุมชีวิตทหารสามหมื่นคน
“ท่านแม่ทัพ—”
“เรียกฉันว่าเซียวหานเจิง”
เฉิ่นชิงอวี่ตะลึง
“เราไม่ได้อยู่ในค่ายทหาร” เซียวหานเจิงพูด “ในภูเขานี้ นายคือคนที่เอาลูกศรออกให้ฉัน ไม่ใช่เชลยของฉัน เรียกชื่อฉัน”
เฉิ่นชิงอวี่มองดวงตาสีนิลคู่นั้น ครั้งนี้ในสายตานั้น เขาไม่เห็นการตรวจตรา ไม่เห็นความระวัง—แต่เป็นความเหนื่อยล้าจาง ๆ เกือบเหมือนภาพลวงตา เหมือนชุดเกราะที่สวมมาทั้งวันสามารถถอดออกได้ในยามค่ำคืน
“เซียว—หานเจิง” เขาพูด
เซียวหานเจิงพยักหน้า เหมือนยืนยันอะไรบางอย่าง
“ไปเถอะ” เขาพูด “หาที่พักก่อนมืด”
***
พวกเขาพบวัดร้างแห่งหนึ่งในเวลาเย็น
วัดไม่ใหญ่ กำแพงสามด้าน完好 ด้านหนึ่งพังทลาย过半 เห็นภูเขาข้างนอก รูปเทพเจ้าผุพังจนใบหน้าไม่ชัดเจน โต๊ะบูชามีฝุ่นหนา แต่หลังคายังอยู่ พอปิดกันลมหนาวกลางคืน
เฉิ่นชิงอวี่หาเศษฟางปูที่มุมหนึ่ง แล้วก่อไฟเล็ก ๆ แสงไฟสว่างทั่ววัด ทอดเงาโยกไหวบนกำแพงที่แตกร้าว เซียวหานเจิงพิงกำแพงที่พักนั่ง แผลของเขาเปลี่ยนยาแล้วไม่เลือดซึม แต่สีหน้าทั้งสองคนไม่ดีนัก—เฉิ่นชิงอวี่เหนื่อย เซียวหานเจิงบาดเจ็บ
“เมื่อกี้นายพูด” เซียวหานเจิงพูดขึ้นมา “ในวังนายใช้หูฟังเพื่ออยู่รอด”
เฉิ่นชิงอวี่กำลังใส่กิ่งไม้ลงในไฟ มือของเขาดูขาวเป็นพิเศษในแสงไฟ หนังดีดพิณปรากฏขึ้นตามข้อมือ
“ท่านแม่ทัพอยากถามฉัน—”
“เรียกฉันว่าเซียวหานเจิง”
“—เซียวหานเจิง” เฉิ่นชิงอวี่หยุดครู่ เหมือนปรับตัวกับชื่อนี้ “อยากถามฉันอะไร?”
“อยากถามนาย—ในวัง ได้ยินอะไรบ้าง?”
กิ่งไม้ในมือเฉิ่นชิงอวี่หยุด
“มาก” เขาพูด
“เช่น?”
“เช่น เวลาองค์ชายคุยราชกิจ ถ้าองค์ชายสามอยู่ข้างนอก พวกเขาจะลดเสียงลง เช่น เวลาพระมารดาพูดกับพระบิดาในสวนดอกไม้ว่า ‘เด็กที่เกิดจากเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรที่แตกแล้ว เก็บไว้ไม่ได้’ เช่น ทุกปีในงานเลี้ยงปีใหม่ ทุกคนยื่น酒杯—แต่ไม่มีใครยื่นให้ที่นั่งของฉัน”
น้ำเสียงของเขาสงบเหมือนเล่าเรื่องของคนอื่น นี่คือสิ่งที่เขาถนัดที่สุด—ห่อหุ้มบาดแผลด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ให้คนอื่นไม่เห็นเนื้อในที่เลือดสาด
เซียวหานเจิงไม่พูด แสงไฟเต้นระยิบในดวงตาของเขา ทำให้ดวงตาที่ปกติแข็งกระด้างดูอ่อนลง
“และ—” เฉิ่นชิงอวี่พูด แต่แล้วหยุด
“และอะไร?”
“และวันที่แม่ฉันตาย” เสียงเฉิ่นชิงอวี่เบาลง “ตำหนักที่แม่อยู่เรียกเลิ่งชุยเก๋อ อยู่มุมตะวันออกเฉียงเหนือสุดของวัง ฤดูหนาวนั้นหนาวมาก—หิมะใหญ่ที่อาณาจักรฉู่ใต้ไม่เจอมานานหลายสิบปี ฉันยืนนอกตำหนัก ได้ยินหมอหลวงพูดว่า ‘สายเกินไป’”
กิ่งไม้แห้งในไฟเกิดเสียงดังเปรี๊ยะ
“วันนั้นฉันได้ยินสามเสียง” เฉิ่นชิงอวี่พูดต่อ “เสียงแรกคือฝีเท้าหมอหลวง—เขาเดินเร็ว เพราะไม่อยากเกี่ยวข้องกับตำหนักเย็น เสียงที่สองคือขันทีจัดการศพ—พวกเขาใช้โลงถูกที่สุด เพราะสำนักกิจการภายในไม่มีใครจะอนุมัติเงินให้เจ้าหญิงแห่งอาณาจักรที่แตกแล้ว เสียงที่สาม—”
เขาหยุด
“เสียงที่สามคือแม่นาย?” เซียวหานเจิงพูด
“เป็นของฉันเอง” เฉิ่นชิงอวี่พูด “ฉันยืนในหิมะทั้งคืน พอรุ่งสาง ฉันได้ยินฟันตัวเองกระทบกัน ตกๆๆๆ—เหมือนสายพิณขาด”
เซียวหานเจิงยันตัวขึ้นจากกำแพงพัก มองหน้าเฉิ่นชิงอวี่ แสงไฟกระโดดบนใบหน้าทั้งสอง ทอดเงาขนตาทุกเส้น เฉิ่นชิงอวี่ยังคงสงบ—ไม่มีน้ำตา ไม่มีสั่น ไม่มีสัญญาณ control หลุด แต่เซียวหานเจิงเห็นบางอย่างในดวงตารูปดอกท้อคู่นั้น—ไม่ใช่ความเศร้า แต่เป็นแผลเก่าที่ลึกมาก ถูกฝังไว้อย่างจงใจ
“นายเรียนพิณเมื่อไหร่?” เซียวหานเจิงถาม
“หกขวบ” เฉิ่นชิงอวี่พูด “แม่สอน แม่บอก—ในวังมีคนที่ตอนนายยิ้มจะแทงนาย แต่พิณไม่ทำ พิณแค่บอกนายว่านายยังมีชีวิตอยู่”
เซียวหานเจิงละสายตา เขามองกองไฟ นิ้วเคาะเบา ๆ บนเข่า—จังหวะที่เฉิ่นชิงอวี่คุ้นเคย
นานมาก
“เฉิ่นชิงอวี่” เซียวหานเจิงพูด
“อืม”
“นายเป็นใครกันแน่?”
เฉิ่นชิงอวี่เงยหน้า คำถามนี้เขารอตั้งแต่ถูกจับวันแรก แต่ครั้งนี้น้ำเสียงที่เซียวหานเจิงถามแตกต่างจากก่อน ไม่ใช่การสอบสวน—เป็นการให้สิทธิ์เลือกอีกฝ่าย
“ถ้าฉันบอก” เฉิ่นชิงอวี่พูด “ท่านจะฆ่าฉันไหม?”
“ฉันจำได้ว่าฉันบอก—คนที่ฉันช่วย ฉันจะไม่ฆ่า”
“คำที่ท่านแม่ทัพพูด ฉันควรเชื่อทั้งหมดไหม?”
“นายไม่เชื่อ” เซียวหานเจิงพูด “แต่นายก็ไม่มีทางเลือกอื่น”
เฉิ่นชิงอวี่มองกองไฟ เปลวไฟกระโดดบนฟืน เผาเป็นรอยสีแดง เหมือนภาษาที่มีแต่ตัวเขาเองเข้าใจ
“องค์ชายสามแห่งอาณาจักรฉู่ใต้—เฉิ่นชิงอวี่” เขาพูด “มารดาแซ่โม่หยง ราชทินนาม—ไม่มี นางเป็นเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรที่แตก ถูกส่งมาเป็นสมบัติสงครามแต่งงานกับอาณาจักรฉู่ใต้ พระบิดาให้นาง一座ตำหนักเย็นเป็นที่บรรทม ให้นางราชทินนามเป็นเครื่องเคียงในพิธีศพ ปีที่นางตาย ฉันอายุแปดขวบ”
อากาศในวัดเงียบสนิท
ไม่มีเสียงคำราม ไม่มีการชักดาบ ไม่มีการสอบสวนอย่างเข้มงวด
เซียวหานเจิงนั่งมองเขา เหมือนรอคำตอบที่รู้อยู่แล้วว่าจะมา
“พวกเขาให้นายเป็นตัวประกัน?” เขาถาม
“อืม” เฉิ่นชิงอวี่พูด “ตัวประกันเป็นแค่ชื่อที่ฟังดูดี โดยแท้จริง—คือการทิ้ง พี่ชายของฉันต้องการคนหนึ่งมาแบกความผิดของความพ่ายแพ้ เลือกฉัน—เหมาะที่สุด ฉันไม่มีราชทินนาม ไม่มีจวน ไม่มีตระกูลฝ่ายแม่ค้ำจุน ส่งฉันไปต้าเหลียงเป็นตัวประกัน เท่ากับลบฉันออกจากประวัติศาสตร์อาณาจักรฉู่ใต้อย่างสิ้นเชิง”
“แต่นายไปไม่ถึงต้าเหลียง”
“เพราะมีคนระหว่างทางอยากฆ่าฉัน” เสียงเฉิ่นชิงอวี่ยังคงสงบ “ไม่ใช่คนต้าเหลียง—เป็นคนอาณาจักรฉู่ใต้ การมีตัวตนของฉันเป็นปัญหาอยู่แล้ว ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ ก็เป็นไปได้ที่จะกลายเป็นหมากรุกของคนอื่นในการแย่งชิงบัลลังก์ พี่ชายของฉันยอมให้ฉันตายดีกว่าปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือคนอื่น”
“นายเลยแอบเข้าทัพ?”
“ตายในสนามรบอย่างน้อยก็ดีกว่าตายด้วยน้ำมือนักฆ่า” มุมปากเฉิ่นชิงอวี่ขยับเล็กน้อย—นั่นไม่ใช่รอยยิ้ม แต่เป็นเส้นที่ขมขื่น “อย่างน้อยในสนามรบสามารถแกล้งตายได้ นักฆ่าจะตัดหัวนายไปเอาสินบน”
เซียวหานเจิงเงียบนาน นานจนกิ่งไม้ที่เติมในไฟไหม้หมดไปสองกิ่ง นานจนนอกกำแพงที่พังด้านหลัง ลมภูเขาพัดใบไม้ดังซ่า
“ดังนั้นที่บอกว่าเป็นสาขาตระกูลเฉิน” ในที่สุดเขาก็พูด “นายแต่งขึ้นมา”
“ครับ”
“ประสบการณ์ครอบครัวตกต่ำ—”
“ก็แต่งขึ้นมา”
“ตระกูลเฉินแห่งเมืองเยียน—”
“ไม่มีที่นี้จริง ๆ” เฉิ่นชิงอวี่พูด เสียงเบามาก “ตอนนั้นฉันแค่ต้องการเรื่องโกหกที่ฟังดูจริงพอที่ไม่มีใครตรวจสอบ แต่ฉันไม่แน่ใจ—ไม่แน่ใจว่าท่านแม่ทัพเซียวจะตรวจสอบไหม”เซียวหานเจิงไม่ได้พูดอะไร เขายื่นมือไปหยิบกิ่งไม้แห้งที่ถูกเผาไปครึ่งหนึ่งจากกองไฟ แล้วโยนมันเข้าไปกลางกองไฟ
“ประสบการณ์ที่คุณเพิ่งพูด—ตำหนักเย็น เจ้าหญิงแห่งราชวงศ์ที่ล่มสลาย หิมะนอกพระตำหนัก โลงศพที่ถูกที่สุด—”
“มันเป็นเรื่องจริง” เฉิ่นชิงอวี่ขัดขึ้น “คำโกหกสามารถพูดได้หลายครั้ง แต่บาดแผลไม่สามารถโกหกได้” เขาหยุดครู่หนึ่ง “เพราะรอยแผลเป็นทุกรอยมีรูปร่าง ในขณะที่คำโกหก—ไม่มี”
เซียวหานเจิงมองดูกิ่งไม้แห้งในกองไฟถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านสีขาว
“องค์ชายสามอย่างคุณ” เขาพูด “แตกต่างจากพี่ชายของคุณ”
“เพราะฉันแตกต่าง” เฉิ่นชิงอวี่พูด “พวกเขาถึงอยากให้ฉันตาย”
เซียวหานเจิงลุกขึ้นจากกำแพงที่พัง เขาเดินมาหาเฉิ่นชิงอวี่ ยืนมองลงมาที่เขา—เหมือนตอนที่พวกเขาพบกันครั้งแรก
แต่ครั้งนี้ ท่าทางของเขาแตกต่าง
เขาหมอบลงต่อหน้าเฉิ่นชิงอวี่ สบตาเขาในระดับเดียวกัน
“คนที่ฉันช่วย ฉันจะไม่ฆ่า” เขาพูด เสียงเบา แต่ทุกคำหนักแน่น “คุณบอกความจริงกับฉัน—คุณเดิมพันถูกแล้ว”
เฉิ่นชิงอวี่มองดูดวงตาคู่นั้น แสงไฟกระโดดในรูม่านตาสีดำสนิท เหมือนไส้เทียนสองดวงที่ถูกจุด
“ท่านแม่ทัพ—”
“เรียกฉันว่าเซียวหานเจิง”
“—เซียวหานเจิง” เสียงของเฉิ่นชิงอวี่แหบเล็กน้อย “คนแรกที่ท่านช่วยในสนามรบ—ต่อมาเป็นอย่างไรบ้าง”
“ตายแล้ว”
เฉิ่นชิงอวี่ไม่ได้พูดต่อ
“หลายปีก่อน” เซียวหานเจิงพูด “ฉันลืมหน้าเขาไปแล้ว”
“แต่ท่านไม่ลืมเขา”
เซียวหานเจิงไม่ตอบ เขาลุกขึ้น เดินกลับไปนั่งที่ข้างกำแพงที่พัง หลับตาพิงผนัง ลมภูเขายามค่ำคืนพัดผ่านกำแพงที่พังครึ่งหนึ่ง ทำให้เปลวไฟในกองไฟโอนเอนไปมา
เฉิ่นชิงอวี่มองดูใบหน้าด้านข้างของเขา—รอยแผลเก่าที่เหนือคิ้วซ้ายดูเด่นชัดเป็นพิเศษในแสงไฟ
เขามีเรื่องราว
เรื่องที่เขาไม่ต้องการบอก
***
深夜,万籁俱寂。
เฉิ่นชิงอวี่นั่งพิงมุมกำแพงอีกด้าน ไม่ได้นอน เขามองดูประกายไฟสุดท้ายในกองไฟค่อยๆ มืดลง กลายเป็นกองถ่านที่เรืองแสงสีแดงสลัว
เขาเพิ่งสารภาพทุกอย่างไป
ตัวตน มารดา เหตุผลที่ถูกส่งมาเป็นตัวประกัน ประสบการณ์ที่ถูกไล่ล่าระหว่างทาง—ความลับที่ถูกห่อหุ้มมายี่สิบสองปี ถูกพูดออกมาหน้าแคมป์ไฟในคืนเดียว
เขาเดิมพัน เขาเดิมพันว่าเซียวหานเจิงไม่ใช่คนที่เขาจินตนาการ—คนที่สังเกตเห็นในสนามรบว่าเชือกผูกเกราะถูกผูกกลับด้าน ไม่มีทางเป็นคนไร้ความรู้สึก คนที่สามารถดึงเชลยขึ้นม้าท่ามกลางทะเลเพลิง ไม่มีทางเป็นคนเลือดเย็นอย่างแท้จริง
เขาเดิมพันถูกแล้ว
แต่ในเวลาเดียวกัน—เขาก็กลัว
กลัวว่าได้เปิดประตูที่ไม่ควรเปิด
เฉิ่นชิงอวี่หลับตา วางมือบนอกเสื้อ ผ้าผืนนั้นทำให้เขาสัมผัสรอยแผลบนผิวหนัง—รอยแผลจากแส้ของพี่ชาย คีมของนางกำนัล โรคน้ำแข็งกัดหลังจากแช่ในน้ำเย็นหน้าหนาว—รอยแผลเหล่านั้นทับถมกันปีแล้วปีเล่า เหมือนเขียนชีวประวัติที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่อ่านออก
เขาไม่ได้บอกเซียวหานเจิงเรื่องเหล่านี้
ยังไม่
***
เมื่อเซียวหานเจิงตื่นขึ้น กองไฟก็มอดดับแล้ว เขามองดูเฉิ่นชิงอวี่ที่นอนพิงมุมกำแพงฝั่งตรงข้าม นึกถึงอีกคน—อีกคนที่หมอบลงวาดแผนที่บนพื้น มันนานมาแล้ว นานจนคิดว่าลืมไปแล้ว แต่เขายังไม่ลืม และเขาก็ไม่เคยลืมจริงๆ