อุบัติเหตุ
ประมาณ 30 นาทีเฉิ่นชิงอวี่อาศัยอยู่ในห้องด้านข้างของเต็นท์ใหญ่เป็นเวลาห้าวัน
ในห้าวันนั้น ทุกเย็นเซียวหานเจิงจะมาดูเขาครู่หนึ่ง ไม่มีการสอบสวน ไม่มีการซักไซ้ — แค่ยืนอยู่ที่ประตู มองอย่างเงียบๆ สักพัก แล้วก็หันหลังเดินจากไป เหมือนกำลัง确认ว่านกในกรงยังมีชีวิตอยู่
ลู่ฉางเฟิงส่งอาหารมาวันละสามครั้ง ตรงเวลาไม่เคยขาด อาหารเช้าคือโจ๊กกับผักดอง อาหารกลางวันคือสองอย่างกับซุป อาหารเย็นเบากว่าหน่อย — แต่ก็มากกว่าตอนที่เขาถูกจับเป็นเชลยมาก จำนวนอาหารในแต่ละมื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีคนจงใจปรับปริมาณของเขา
“ท่านแม่ทัพบอกว่าคุณต้องฟื้นฟูร่างกาย” ลู่ฉางเฟิงพูดพร้อมวางถาดลงบนโต๊ะเตี้ย “ท่านบอกว่าคุณผอมเกินไป”
“แม่ทัพดูแลเชลยแบบนี้ทุกคนหรือ”
“คุณไม่ใช่เชลยแล้ว คุณคือแขก” น้ำเสียงของลู่ฉางเฟิงไม่มีความผันผวน “และท่านแม่ทัพไม่เคยดูแลเชลยมาก่อน คุณเป็นคนแรก”
เฉิ่นชิงอวี่ไม่ได้ถามต่อ บางคำถามยิ่งลึกก็ยิ่งอันตราย
เย็นวันที่ห้า เมื่อเซียวหานเจิงมา เขายืนอยู่ที่ประตูนานกว่าปกติ เฉิ่นชิงอวี่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเตี้ย จัดชายเสื้อของตัวเอง — เสื้อผ้าเก่าที่ซักสะอาดในช่วงนี้ไม่มีกลิ่นคาวเลือดของสนามรบอีกแล้ว — เขาสัมผัสได้ถึงสายตาของเซียวหานเจิงที่ตกลงบนไหล่เขา แล้วก็ขยับออกไป
“พรุ่งนี้คนจากพิธีการจะมาอีก” เซียวหานเจิงพูดขึ้นอย่างกะทันหัน “ครั้งนี้ไม่ใช่โจวเฉิง”
“ท่านแม่ทัพอยากบอกข้าว่า—”
“ข้าอยากบอกเจ้าว่า เจ้าต้องการคำพูดที่ดีกว่านี้”
เซียวหานเจิงพูดจบก็จากไป เฉิ่นชิงอวี่ฟังเสียงฝีเท้าของเขาที่ค่อยๆ หายไป และตระหนักถึงนัยของชายคนนี้ — เขาไม่อยากให้เฉิ่นชิงอวี่ถูกคนที่ฉลาดกว่าจากพิธีการจับผิด
ทำไม?
***
การโจมตีกลางคืนของข้าศึกเกิดขึ้นในคืนวันที่หก
เฉิ่นชิงอวี่ตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจเมื่อเสียงระเบิดครั้งแรกดังขึ้นทางตะวันตกเฉียงเหนือของค่าย เขาลุกจากเตียงอย่างรวดเร็ว ได้ยินเสียงอึกทึกภายนอกเหมือนน้ำทะเลหนุนซัดเข้ามาทีละชั้น — ไม่ใช่เสียงฝึกซ้อม แต่เป็นเสียงร้องของสนามรบที่แท้จริง ผสมกับความกลัวและความโกรธ
เขาดึงม่านของห้องด้านข้างออก เห็นเต็นท์ใหญ่ที่ว่างเปล่าแล้ว แผนที่แผ่นหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะของเซียวหานเจิง หมึกยังเปียกอยู่ — เขาเพิ่งจากไป
ม่านเต็นท์ถูกเปิดออกอย่างรุนแรง แสงไฟส่องร่างของเซียวหานเจิงเป็นเส้นขอบด้านหลัง เขาสวมเกราะ — นั่นเป็นครั้งแรกที่เฉิ่นชิงอวี่เห็นเขาใส่เกราะในระยะใกล้ แผ่นเหล็กดำสะท้อนแสงไฟเป็นสีแดงเข้ม สายหนังที่เชื่อมระหว่างแผ่นเกราะพาดผ่านไหล่และเอว เหมือนระบบล็อคที่ซับซ้อน
“ใส่” เซียวหานเจิงโยนเสื้อคลุมสีเข้มให้เฉิ่นชิงอวี่ “ตามข้ามา”
“ข้าศึก—”
“เศษทหารของหนานฉู่ ประมาณพันคน” น้ำเสียงของเซียวหานเจิงเร็วมาก แต่ไม่ตื่นตระหนก “โจมตีค่ายเสบียง ตอนนี้ไฟลามไปถึงเต็นท์ทางตะวันออกแล้ว” เขาจับข้อมือของเฉิ่นชิงอวี่ ดึงเขาออกจากห้องด้านข้าง “ไป”
เฉิ่นชิงอวี่ไม่ถามว่าจะไปไหน เขาเดินเท้าเปล่าบนพื้นเย็น ตามเซียวหานเจิงออกจากเต็นท์ใหญ่
ข้างนอกคือนรก
ด้านตะวันออกของค่ายกลายเป็นทะเลเพลิงแล้ว ควันดำหนาถาโถมพร้อมประกายไฟพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ทหารวิ่งวุ่นในแสงเพลิง บ้างถือถังน้ำ บ้างดึงม้าที่ตกใจ เสียงดาบปะทะกันดังมาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ — ข้าศึกทะลวงแนวป้องกันแรกแล้ว
“ลู่ฉางเฟิง!” เซียวหานเจิงตะโกน
“ท่านแม่ทัพ!” ลู่ฉางเฟิงวิ่งออกมาจากควัน ใบหน้ามีบาดแผลที่ยังซึมเลือดอยู่ “เศษทหารหนานฉู้อ้อมจุดสังเกตการณ์จากทางเหนือ — พวกเขาใช้ดินปืน! อย่างน้อยหลายร้อยชั่ง—”
“ข้ารู้” เซียวหานเจิงขัดขึ้น “คนอยู่ไหน?”
“กองแรกดับเพลิง กองที่สองปะทะข้าศึกทางตะวันตกเฉียงเหนือ—” สายตาของลู่ฉางเฟิงตกไปที่เฉิ่นชิงอวี่ “ให้เขาไปด้วยอันตรายเกินไป!”
“ให้เขาอยู่ในเต็นท์ใหญ่อันตรายกว่า” เซียวหานเจิงพูด แล้วโบกมือเรียก — ทหารสนิทนำม้าสีดำตัวหนึ่งมา ซึ่งก็คือตัวที่เซียวหานเจิงขี่ในวันที่เฉิ่นชิงอวี่พบเขาครั้งแรก “ขึ้นม้า”
เฉิ่นชิงอวี่มองม้าศึกตัวสูงใหญ่ เขาไม่เคยขี่ม้า — ในเมืองอิ่งตู เชื้อพระวงศ์เดินทางด้วยเกี้ยว ม้าตัวนี้สูงถึงหน้าอกเขา
เซียวหานเจิงไม่รอคำตอบ เขาจับบังเหียนด้วยมือเดียว อีกมือโอบเอวเฉิ่นชิงอวี่ ยกเขาขึ้นไปบนหลังม้า เฉิ่นชิงอวี่ไม่ทันตั้งตัว เซียวหานเจิงก็พลิกตัวขึ้นนั่งข้างหลังเขา มือหนึ่งโอบเอว อีกมือถือบังเหียน
“ลู่ฉางเฟิง!” ม้าศึกของเซียวหานเจิงเริ่มเดินอยู่กับที่แล้ว “รักษามุมตะวันออกเฉียงใต้ไว้! รอสัญญาณข้า — ลูกธนูส่งสัญญาณสามดอก!”
“ครับ!” ลู่ฉางเฟิงหมุนตัววิ่งเข้าไปในแสงเพลิง เสียงถูกกลืนหายไปในความอึกทึก
เซียวหานเจิงกระตุ้นม้าด้วยขาทั้งสอง ม้าศึกพุ่งออกไปดั่งลูกธนู
***
ระหว่างฝ่าวงล้อม เฉิ่นชิงอวี่ได้เห็นของจริงว่าที่เรียกกันว่า “เทพเจ้าแห่งสงคราม” เป็นอย่างไร
เซียวหานเจิงไม่ไปทางที่ปลอดภัย — เขามุ่งตรงไปยังจุดที่ข้าศึกหนาแน่นที่สุด ก่อนที่เศษทหารหนานฉู่จะตั้งตัว เซียวหานเจิงก็ตวัดดาบต้วนสุ่ยฟันเป็นเส้นสีเงินในความมืด ตัดทหารศึกสองคนที่อยู่หน้าสุดลง
“หลับตา” เซียวหานเจิงกระซิบข้างหู
เฉิ่นชิงอวี่หลับตา เขารู้สึกว่าม้าเร่งความเร็ว รู้สึกถึงลมที่หวีดหวิวผ่านหู รู้สึกว่าแขนของเซียวหานเจิงกระชับแน่นขึ้น แล้วก็เสียงโลหะกระทบกัน — ดาบกับดาบ ดาบกับทวน ดาบกับเกราะ — การปะทะแต่ละครั้งมีระดับเสียงต่างกัน เหมือนบทเพลงแห่งเลือด
“พอแล้ว”
เฉิ่นชิงอวี่ลืมตา พวกเขาทะลวงวงล้อมออกมาแล้ว ด้านหลังค่ายกลายเป็นทะเลเพลิง เปลวไฟบิดเบี้ยวร่ายรำในลมราตรี ย้อมท้องฟ้าครึ่งเป็นสีส้ม แต่เซียวหานเจิงไม่หยุด —
ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งมาจากด้านหลัง
เสียงของหัวลูกธนูทะลุช่องเกราะนั้นพิเศษมาก — ไม่ใช่ “ฉัง” ของโลหะกระทบกัน แต่เป็นเสียง “ฉี่” เฉิ่นชิงอวี่ได้ยินเซียวหานเจิงส่งเสียงครางเบาๆ แขนที่โอบเอวเขากระชับแน่นขึ้นทันที แล้วก็คลายลงนิดหน่อย
“ท่านแม่ทัพ—”
“เงียบ” เสียงของเซียวหานเจิงสั้นกว่าเดิม “ยังไม่ถึงที่”
พวกเขาควบม้าต่อไปอีกเกือบหนึ่งควบธูป เฉิ่นชิงอวี่ไม่รู้ว่าวิ่งมาไกลแค่ไหน รู้เพียงว่าทุกครั้งที่เวลาผ่านไป ลมหายใจของเซียวหานเจิงก็หนักขึ้น หลังของเขาติดกับอกของเซียวหานเจิง รู้สึกถึงร่างกายภายใต้เกราะที่เกร็งเหมือนคันศร
ในที่สุดม้าก็หยุด
เฉิ่นชิงอวี่กลิ้งลงจากหลังม้า หันกลับไป —
เซียวหานเจิงยังนั่งอยู่บนม้า หน้าซีดขาวในแสงจันทร์ ข้อนิ้วที่จับบังเหียนเป็นสีม่วง ที่หลังของเขา ลูกธนูดอกหนึ่งปักอยู่ใต้กระดูกสะบักข้างขวา หัวลูกศรทะลุสายหนังเข้าไปลึกในเนื้อ
“ลงมา” เฉิ่นชิงอวี่พูด
เซียวหานเจิงไม่ขยับ
“ท่านแม่ทัพ” เสียงของเฉิ่นชิงอวี่แข็งขึ้น “คุณได้รับบาดเจ็บ ลงมา”
เซียวหานเจิงมองเขา อาจเป็นเพราะน้ำเสียงของเฉิ่นชิงอวี่แข็งกร้าวเกินไป หรือเพราะเขาไม่มีแรงจะทนอีกแล้ว — เขาปล่อยบังเหียน กระโดดลงจากม้า เท้าแตะพื้นแล้วเซ เซียวหานเจิงใช้มือข้างเดียวยันพื้น
เฉิ่นชิงอวี่ประคองเขาไว้
“นั่งลง พิงต้นไม้” เขาพูด “อย่าขยับ”
พวกเขาอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมป่า แสงจันทร์ส่องผ่านช่องใบไม้ลงมาเป็นลายจุดบนพื้น เฉิ่นชิงอวี่ให้เซียวหานเจิงพิงลำต้นแล้วนั่งลง จากนั้นเดินไปข้างหลังเขา
ลูกธนูปักลึก หัวลูกศรฝังเข้าไปในเนื้อ เห็นเพียงครึ่งก้านและขนหาง เฉิ่นชิงอวี่ฉีกผ้าบริเวณแผล — เกราะเหล็กดำหนักเกินไป เขาต้องยื่นมือผ่านช่องสายหนังแล้วฉีกเสื้อชั้นในข้างใน
เซียวหานเจิงไม่ได้ส่งเสียง แต่กล้ามเนื้อไหล่ของเขากระตุกทันทีที่เฉิ่นชิงอวี่แตะแผล
“ต้องดึงออก” เฉิ่นชิงอวี่พูด “จะเจ็บมาก”
“ดึง”
เฉิ่นชิงอวี่ฉีกผ้าจากขอบเสื้อคลุมของตัวเอง พันรอบมือสองรอบ แล้วจับก้านลูกธนู
หนึ่ง สอง —
เขาดึงออกอย่างแรง
หัวลูกศรติดเนื้อชิ้นเล็กๆ ติดมา เลือดพุ่งออกมาแทบจะทันที — สีแดงสด เปล่งประกายแปลกตาในแสงจันทร์ เฉิ่นชิงอวี่ใช้ผ้าเสื้อคลุมที่ฉีกแล้วกดลงบนแผล มืออีกข้างกดไหล่ของเซียวหานเจิง
“เดี๋ยวเลือดจะหยุด” เขาพูด เสียงของเขามั่นคงกว่าที่คิด “แผลไม่ใหญ่ แค่ลึก ไม่ถึงกระดูก เกราะของคุณช่วยลดแรงลูกธนูไปมาก”
เซียวหานเจิงส่งลมหายใจเบาๆ — ไม่เหมือนเสียงคร่ำ แต่เหมือนการปลดปล่อยบางอย่าง
“เจ้าเรียนแพทย์?” เขาถาม
“เรียนนิดหน่อย” เฉิ่นชิงอวี่กดแผลไว้ รู้สึกว่าเลือดอุ่นๆ ใต้ฝ่ามือค่อยๆ ร้อนขึ้น “ในวัง ไม่มีใครเรียกหมอหลวงให้ข้าได้ แผลเล็กๆ ต้องจัดการเอง”
เซียวหานเจิงไม่พูด เฉิ่นชิงอวี่รู้สึกได้ว่าไหล่ของเขาสั่นเล็กน้อย — ไม่ใช่เพราะหนาว แต่เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของการเสียเลือด
ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วขณะ เลือดก็ค่อยๆ หยุด
เฉิ่นชิงอวี่เปลี่ยนผ้าที่กดแผลเป็นผ้าสะอาด — เสื้อคลุมที่เหลือถูกฉีกจนเกือบหมด หลังของเซียวหานเจิงเผยผิวหนังเป็นบริเวณกว้าง แม้จะบาดเจ็บ โครงกล้ามเนื้อนั้นยังเห็นได้ชัด — การฝึกฝนและออกรบตลอดปีทำให้ร่างนี้เหมือนอาวุธที่ถูกหลอมอย่างพิถีพิถัน
เฉิ่นชิงอวี่ใช้ผ้าพันรอบไหล่ของเซียวหานเจิง ผูกปมแน่นบนแผล
“เสร็จแล้ว” เขาพูด “เดี๋ยวเลือดไม่ไหลอีก”
เซียวหานเจิงค่อยๆ หันมามองเขา
ในแสงจันทร์ ดวงตาสีดำนั้นไม่คมกริบเหมือนในสนามรบอีกแล้ว อาจเพราะเสียเลือดทำให้เขาอ่อนแอ หรือเพราะอย่างอื่น — เฉิ่นชิงอวี่เห็นสีหน้าแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในสายตาคู่นั้น
ไม่ใช่การพิเคราะห์
เป็นความประหลาดใจที่ถูกระงับไว้ อย่างระมัดระวัง
“ทำไมเจ้าไม่หนี?” เซียวหานเจิงถาม
เฉิ่นชิงอวี่ไม่ได้ตอบทันที เขาก้มลงมองมือที่เปื้อนเลือดของตัวเอง — เลือดของเซียวหานเจิง กำลังแห้งช้าๆ ตามร่องนิ้ว
“ถ้าข้าหนี” เขาพูด “ใครจะดึงลูกธนูให้คุณ?”
“เจ้าไม่ได้อยากหนีมาตลอดหรือ?” เสียงของเซียวหานเจิงเบามาก “ตั้งแต่เจ้าถูกจับวันนั้น เจ้าก็หาโอกาสหนี ตอนนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุด — ข้าบาดเจ็บ ไล่ตามเจ้าไม่ได้ ค่ายทหารวุ่นวาย ไม่มีใครสนใจเจ้า”
เฉิ่นชิงอวี่เงียบ
เขาคิดจะหนีจริงๆ ตั้งแต่วันที่สองที่ถูกจับ วันที่สามที่ถูกขังในคุก คืนที่สามที่ย้ายมาห้องข้างเต็นท์ใหญ่ — ทุกครั้งเขาคำนวณความเป็นไปได้ในการหนี เส้นทาง เวลา ระเบียบการเปลี่ยนเวรยาม — หัวของเขาเต็มไปด้วยข้อมูลเหล่านี้
แต่ตอนที่เขามองเลือดของเซียวหานเจิงที่หลังใต้ฝ่ามือของเขา จากอุ่นกลายเป็นแห้ง —
“ข้าไม่ไป” เขาพูด
“ทำไม?”
เฉิ่นชิงอวี่เงยหน้ามองตาของเซียวหานเจิง
“เพราะคุณช่วยข้าไว้” เขาพูด “ในสนามรบ ในทะเลเพลิง ตอนที่คุณดึงข้าขึ้นม้า — คุณไม่จำเป็นต้องดึงข้าก็ได้”
ลูกกระเดือกของเซียวหานเจิงขยับ แต่เขาไม่พูด
“ข้าเป็นหนี้ชีวิตคุณ” เฉิ่นชิงอวี่พูด
“เจ้าคิดว่าชีวิตหนึ่งมีค่าเท่าไหร่?” เสียงของเซียวหานเจิงแหบพร่าเล็กน้อย
“สำหรับบางคน” เฉิ่นชิงอวี่พูด “ชีวิตหนึ่งไม่มีความหมายอะไร แต่สำหรับข้า — ชีวิตหนึ่ง คือทุกสิ่ง”
เซียวหานเจิงจ้องมองเขาเป็นเวลานาน จนเฉิ่นชิงอวี่รู้สึกว่าในดวงตาสีดำคู่นั้น มีรอยแตกของบางสิ่งปรากฏขึ้น — เปลือกที่เขาใช้ปกป้องตัวเองมานับปีไม่รู้กี่ปี
“เจ้าโง่มาก” เซียวหานเจิงพูด
“อาจจะ”
เซียวหานเจิงพิงลำต้น หลับตา แสงจันทร์เคลื่อนผ่านช่องใบไม้ เงาบนใบหน้าเปลี่ยนแปลงไม่หยุด เฉิ่นชิงอวี่นั่งลงข้างๆ พิงต้นไม้อีกต้น
เขาไม่ได้นอน
เขาฟังเสียงลมผ่านป่า เสียงม้าศึกที่ส่งเสียงร้องประปรายเป็นระยะ เสียงหายใจของเซียวหานเจิงจากเร็วเป็นปกติ มือของเขายังสั่นเล็กน้อย — ไม่ใช่เพราะหนาว แต่เพราะแรงที่ใช้ตอนดึงลูกธนู
เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงเลือกที่จะอยู่
บางทีอาจเพราะการชำระหนี้ชีวิตหนึ่ง — นี่คือกฎเดียวที่เขาเรียนรู้ในราชสำนักอิ่งตู หากมีหนี้ก็ต้องใช้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นภาระที่ไม่มีวันหมด
บางทีอาจเพราะ — เขายังอยากรู้คำตอบของบางคำถาม
ทำไมเซียวหานเจิงถึงสนใจเชลยคนหนึ่ง? ทำไมต้องช่วยเขาในสนามรบ? ทำไมต้องพาเขาขึ้นม้าในทะเลเพลิง?
แล้วก็ — ที่เขาพูดว่า “ทำให้ข้านึกถึงใครบางคน” — คนนั้นคือใคร?
คำตอบของคำถามเหล่านี้ หนักหนากว่าที่เขาคิดไว้
***
ใกล้รุ่งสาง เซียวหานเจิงก็ตื่น
สีหน้ายังซีด แต่หายใจสม่ำเสมอแล้ว เฉิ่นชิงอวี่ช่วยพันแผลใหม่ให้ — ผ้าคืนนั้นถูกเลือดซึมจนเปียกโชก"แผลของคุณต้องเปลี่ยนยา" เฉิ่นชิงอวี่พูด "หาลำธารสักแห่ง—ล้างแผล แล้วหาสมุนไพรด้วย"
"คุณรู้จักสมุนไพรอะไรบ้าง?"
"ห้ามเลือด" เฉิ่นชิงอวี่ลุกขึ้น "เสียนเหอเฉา ซานชี—แถบนี้ในเขาน่าจะมี ฉันจะไปหา"
"หยุดนะ"
เซียวหานเจิงคว้าข้อมือเขาไว้ แรงมากกว่าคืนก่อนเล็กน้อย แต่ก็ยังปล่อยไม่ได้
"ไปด้วยกัน" เซียวหานเจิงพูด
"แผลของท่านแม่ทัพ—"
"ไม่ตายหรอก"
เซียวหานเจิงยันต้นไม้ลุกขึ้น การเคลื่อนไหวของเขาช้า แต่ละก้าวเหมือนวัดน้ำหนัก—แต่เขายืนขึ้นเองได้ เฉิ่นชิงอวี่ไม่ได้เข้าไปช่วย เขารู้ว่าสำหรับผู้ชายคนนี้ การมีคนประคองนั้นยากจะรับได้ยิ่งกว่าถูกธนูเสียอีก
พวกเขาเดินลงไปตามทางภูเขา ในป่าตอนเช้ามีกลิ่นหอมของหญ้าไม้ เสียงนกร้องจากเรือนยอดด้านบน ต่างจากทะเลเพลิงเมื่อคืนนี้ราวฟ้ากับดิน เฉิ่นชิงอวี่นำทาง หันกลับไปมองเซียวหานเจิงเป็นครั้งคราว
เดินไปประมาณเวลาจุดธูปหนึ่งดอก ก็พบลำธารสายหนึ่ง เฉิ่นชิงอวี่ช่วยเซียวหานเจิงถอดเกราะ—คราวนี้ระวังกว่าคืนก่อน เพราะเลือดรอบแผลธนูแข็งตัวแล้ว ผ้าติดอยู่กับแผล ถ้าดึงออกจะเลือดออกอีก
"อดทนนะ" เฉิ่นชิงอวี่พูด
"อืม"
เฉิ่นชิงอวี่ใช้ผ้าชุบน้ำในลำธาร ค่อยๆ แช่เลือดแห้งรอบแผลให้อ่อนตัว เซียวหานเจิงไม่ส่งเสียง แต่เฉิ่นชิงอวี่รู้สึกว่ากล้ามเนื้อไหล่ของเขาจะเกร็งทุกครั้งที่แตะต้อง
"คุณอยากหนีมาตลอด ใช่ไหม?" จู่ๆ เซียวหานเจิงก็พูด "ตอนนี้โอกาสดีแล้ว"
มือของเฉิ่นชิงอวี่ชะงัก เขาคิดว่าเมื่อฟ้าสางแล้วเรื่องนี้คงผ่านไป
"ฉันตอบไปแล้วเมื่อคืน" เขาพูด
"ฉันอยากฟังอีกครั้ง"
เฉิ่นชิงอวี่ล้างแผลต่อไป "ฉันไม่ไป เพราะคุณช่วยฉันไว้"
เซียวหานเจิงเงียบอยู่นาน เมื่อเขาพูดอีกครั้ง เสียงต่ำกว่าเมื่อกี้
"ฉันช่วยคนไว้มากมาย ในสนามรบ" เขาพูด "แต่ไม่มีใครเคยบอกว่าเป็นหนี้ชีวิตฉัน พวกเขาแค่คิดว่านี่คือสิ่งที่ฉันควรทำ—เพราะฉันเป็นแม่ทัพ"
เฉิ่นชิงอวี่บดสมุนไพรแล้วปิดลงบนแผล
"บางทีพวกเขาอาจคิดว่าแม่ทัพไม่ต้องการ" เขาพูด
"ไม่ต้องการอะไร?"
"ไม่ต้องการให้คนอื่นตอบแทน"
เซียวหานเจิงไม่ตอบ เขาก้มลงมองเงาสะท้อนของตัวเองในลำธาร บนใบหน้านั้นมีรอยเลือด มีฝุ่นเขม่า มีแผลธนูที่ยังไม่หาย—แต่ไม่มีความเหนื่อยล้า หรือว่าเฉิ่นชิงอวี่มองไม่เห็นความเหนื่อยล้า
ไม่ใช่เพราะไม่เหนื่อย แต่เพราะเขาคุ้นเคยกับการซ่อนความเหนื่อยล้านั้นไว้
เฉิ่นชิงอวี่นึกถึงครั้งแรกที่เห็นเซียวหานเจิง—ชายผู้ขี่ม้าสูงใหญ่ สายตาเย็นชาดั่งหิมะในแดนเหนือ ตอนนั้นเขาคิดว่าความโหดเหี้ยมของเซียวหานเจิงเป็นมาแต่กำเนิด เป็นความชาชินหลังจากฆ่าคนนับไม่ถ้วนในสนามรบ
แต่ตอนนี้เขาไม่คิดอย่างนั้นอีก
เซียวหานเจิงไม่ใช่คนเย็นชา เขาแค่ล็อกทุกสิ่งที่อ่อนโยนไว้ ล็อกไว้นานจนลืมไปแล้วว่ากุญแจอยู่ที่ไหน
"เมื่อกี้คุณพูดว่า" เซียวหานเจิงเอ่ย "ฉันช่วยคุณ ดังนั้นคุณเป็นหนี้ชีวิตฉัน"
"ใช่"
"ตั้งแต่วันนี้ คุณไม่เป็นหนี้ใครอีกแล้ว"
มือของเฉิ่นชิงอวี่หยุด
"ที่ฉันช่วยคุณในสนามรบ เป็นทางเลือกของฉัน" เซียวหานเจิงพูด "คุณไม่ต้องใช้ชีวิตคืน คนที่ฉันช่วย—ไม่ต้องคืน"
เฉิ่นชิงอวี่ก้มลงมองนิ้วมือที่เปื้อนน้ำสมุนไพรสีเขียว รอยด้านจากการดีดพิณดูโดดเด่นท่ามกลางน้ำสีเขียว
"ท่านแม่ทัพบอกว่าไม่ต้องคืน" เขาพูด เสียงเบา "ถ้าอย่างนั้นฉันไม่คืน แต่ขอให้ฉันอยู่กับท่าน—จนกว่าแผลของท่านจะหาย"
เซียวหานเจิงหันมามองเขา ในดวงตาดำขลับนั้นมีสิ่งที่เฉิ่นชิงอวี่看不懂 เหมือนถูกสัมผัสบางอย่างที่ไม่ได้ถูกแตะต้องมานาน
"ได้" เขาพูด
***
ที่ไกลออกไป ทหารสนิทของลู่ฉางเฟิงตามหาในป่าตลอดทั้งคืน พอรุ่งสาง พวกเขาพบรอยเลือดและผ้าฉีกขาดใต้ต้นไม้ใหญ่—แต่ไม่พบใคร ลู่ฉางเฟิงมองรอยเลือดที่เกิดจากแผลธนู กำหมัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ