เขาสีครามมิอาจเทียบรักอันลึกซึ้งของเธอ

ชื่อของนางไม่อยู่ในทะเบียน

ประมาณ 14 นาที

แสงตะวันยามเย็นราวทองคำหลอมเหลวโปรยปรายลงบนชายคาของตำหนักชิงอวิ๋น กระเบื้องเคลือบสะท้อนประกายแสงนับหมื่นนับพันกระจายเป็นละออง ภายในตำหนักเสียงปี่พิณเรื่อยระริน เสียงหัวเราะคึกคัก ครื้นเครงไปด้วยมหรสพการร่ายรำ

มู่หรงเหยี่ยนเอนกายพิงโต๊ะหยกเขียว เสื้อคลุมแพรสีขาวสะอาดคาดหลวมๆ ไว้ที่เอว อกเบาๆ เผยให้เห็นผิวงามดั่งหยก เขามือซ้ายเท้าคาง มือขวาเล่นถ้วยเงินอย่างสบายอารมณ์ มุมปากผุดรอยยิ้มเกียจคร้าน แววตาคมคายในดวงตางามดั่งดารา ยังร้อนแรงกว่าแสงตะวันนอกตำหนัก

"ท่านเหยี่ยน ดื่มอีกสักแก้วเถิด" สตรีสวมชุดกระโปรงสีเหลืองดอกอ้อถือถ้วยสุรา ครึ่งกายแทบจะแนบกับแขนของเขา น้ำเสียงหวานหยด

"จริงสิ พี่เหยี่ยน เมื่อกี้ท่านแต่งกลอนเพราะมาก อีกสักบทสิ" สตรีอีกคนชุดเขียวมรกตไม่ยอมอ่อนข้อ กระชับเข้าไปอีกด้าน มือนางละมุนแตะหลังมือเขาเบาๆ

"ท่านมู่หรง นี่คือโอสถรวมสมาธิที่ข้าเพิ่งปรุง ท่านลองไปใช้ดู"

"ท่านเหยี่ยน ดูวิชาดาบที่ข้าเพิ่งเรียนใหม่นี้สิ..."

สตรีสารพัดรูปโฉมล้อมรอบเขาอยู่ แว่วเสียงนกเสียงไพเราะ กลิ่นหอมผสมปนเประหว่างเครื่องสำอางและกระจ่างหญ้าวิญญาณ แทบจะทำให้หายใจไม่ออก มู่หรงเหยี่ยนรับมือทีละคนด้วยรอยยิ้ม ไม่เย็นชาไม่เอนเอียง รอยยิ้มที่พอดีนั้นเหมือนสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่าน ทำทุกคนที่เข้าใกล้เขาล้วนนึกว่า "เขามีความรู้สึกต่อข้าต่างหาก"

ใต้ชายคาด้านนอก ซูหว่านยืนสงบนิ่ง

เธออุ้มหม้อปรุงยาลายทองคำเคลือบ หม้อยังอุ่นอยู่—นั่นคือนางใช้เวลาสามชั่วยามเคี่ยวน้ำยา ควบคุมไฟได้ดีที่สุด ฤทธิ์ยาอ่อนโยนที่สุด นางสวมชุดกระโปรงสีขาวนวล ไร้เครื่องประดับใดๆ มีเพียงหยกเก่าครึ่งชิ้นผูกไว้ที่เอว ใบหน้าอ่อนโยน รูปร่างผอมบาง ดุจดอกเหมยขาวที่พลิ้วไหวตามลม

ดอกท้อใต้ชายคาบานสะพรั่ง สายลมพัดผ่าน กลีบสีชมพูขาวร่วงโรยปลิวว่อน ตกลงบนไหล่นางบางดอก นางก็เพียงหันข้างเล็กน้อย ปล่อยกลีบดอกไม้ร่วงหล่นไปตามทาง

"ดูนางสิ คอยยืนรออย่างโง่เขลาอยู่นั่น"

เสียงซุบซิบแผ่วเบาลอยมาจากในตำหนัก เสียงไม่ดังนัก แต่พอดีให้คนใต้ชายคาได้ยิน สตรีผู้สวมชุดเหลืองดอกอ้อชื่อ หลิวอีอี คือศิษย์สำนักชิงเสวียน มายังจวนมู่หรงเพียงครึ่งเดือน กลับทำตัวเป็นเจ้าบ้านเสียแล้ว นางเหลือบตามองซูหว่าน แล้วหัวเราะกระซิบกับเพื่อนข้างกาย "น่าขำจริง ผู้คนในจวนล้วนรู้ว่าข้างกายท่านพี่ใหญ่มีคนคนนี้ แต่แม้ชื่อนางก็ไม่มีใครจำได้"

"เอ๋ พวกเจ้าว่านางเป็นใครกันแน่" สตรีอีกคนถามอย่างสงสัย "ว่าสาวใช้ก็ไม่เชิง ว่าญาติ ท่านพี่ใหญ่กลับเย็นชากับนางจริงๆ"

"ไม่ว่านางคืออะไร" หลิวอีอีเม้มปาก น้ำเสียงดูถูกเล็กน้อย "หญิงใบ้เงียบขรึม ยืนอยู่นั่นแพ้แม้แต่ลม ท่านพี่ใหญ่เพียงสงสาร ให้ข้าวกินเท่านั้น"

สตรีรอบข้างหัวเราะคิกคักลง สายตาพลางมองปราดไปที่ร่างใต้ชายคาเป็นครั้งคราว

ซูหว่านหลุบตาลง ขนตายาวทอดเงาบางๆ ใต้เปลือกตา นางวางนิ้วเบาๆ บนที่จับหม้อยา ข้อนิ้วขาวซีดเล็กน้อย แต่ไม่เงยหน้า ไม่เอ่ยวาจาสักคำ คำพูดเหล่านี้ นางฟังมามากเกินไปแล้ว—ตั้งแต่สามปีก่อน ห้าปีก่อน สิบปีก่อน จนถึงบัดนี้ ทุกครั้งที่มีสตรีใหม่เข้าจวน ก็จะซ้ำรอยคำพูดเหล่านี้ นางชินชาแล้ว

เพียงแต่...

สายตานางเผลอมองผ่านประตูตำหนัก ไปตกที่ร่างของคนผู้นั้น เขากำลังหันหน้าฟังสตรีคนหนึ่งพูด มุมปากมีรอยยิ้ม เส้นข้างสมบูรณ์แบบดุจสลักเสลา ร้อยปีแล้ว นางมองใบหน้านี้ร้อยปี ตั้งแต่เด็กหนุ่มแลดูเขินอายจนถึงหนุ่มรูปงามองอาจ ตั้งแต่แสงแรกของวันจนถึงพลบค่ำ แต่ทุกครั้งที่มองอีก หัวใจก็เต้นเบาๆ ครั้งหนึ่ง

"เอาล่ะ เอาล่ะ ใกล้ค่ำแล้ว" มู่หรงเหยี่ยนลุกขึ้นยืน รูปร่างสูงโปร่งทอดเงายาวในตำหนัก เขาตบหลังมือสตรีคนหนึ่งเบาๆ แล้วพยักหน้าให้อีกคน "ไว้โอกาสหน้า ข้าค่อยร่วมดื่มสุราและแต่งกลอนกับท่านหญิงทั้งหลายอีก"

สตรีทั้งหลายมองตามเขาลุกขึ้นด้วยความอาลัยอาวรณ์ ใบหน้ามีสีแดงระเรื่อ มู่หรงเหยี่ยนไม่มองพวกนางอีก ก้าวเดินออกจากตำหนัก สายตาตกอยู่ที่ร่างเงียบขรึมใต้ชายคาโดยธรรมชาติ

"ยังยืนอยู่นี่ทำไม" น้ำเสียงของเขาสบายๆ เหมือนถามเรื่องไม่สำคัญ

ซูหว่านเงยหน้าขึ้น ส่งหม้อยาไปให้ "ท่านพี่ น้ำยา"

มู่หรงเหยี่ยนรับหม้อยา เพียงมองแวบเดียวก็ส่งให้คนรับใช้ข้างกาย ชิงเฟิง อย่างไม่ใส่ใจ เขาหยิบหยกชิ้นหนึ่งจากแขนเส็บ สอดใส่ไว้ในอ้อมอกของซูหว่าน

"เก็บไว้ให้ข้า"

สี่คำ เรียบง่าย ราบเรียบ ไร้อารมณ์ใดเกินพอดี พูดจบ เขาก็หันหลังเดิน 恰好一位新入府的白衣仙子迎面走来 รอยยิ้มเกียจคร้านผุดขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง สาวน้อยสวมชุดขาวคนหนึ่งที่เพิ่งเข้าจวนเดินสวนมา เขาก็มีรอยยิ้มเกียจคร้านผุดขึ้นบนใบหน้าทันที แล้วเดินเคียงข้างนาง ค่อยๆ หายไปในปลายทางเดินที่ดอกท้อร่วงโรย

ซูหว่านยืนอยู่ที่เดิม ภายในอ้อมอกยังคงเหลือความอุ่นจากปลายนิ้วของเขา นางก้มลงมองหยกชิ้นในฝ่ามือ—หยกเนื้อนุ่ม สลักดอกท้อเรียบง่าย ฝีมือไม่ประณีตนัก แต่กลับมีฝีมือเก้งก้างคุ้นตา ไม่ใช่หยกมีค่าใด เพียงเป็นของเล็กๆ ที่เขาตอนเด็กขำๆ แกะสลักเล่น ภายหลังไม่รู้ว่าหายไปไหน วันก่อนคนรับใช้เพิ่งหาเจอจากกองของเก่า

เขาคงจำไม่ได้แล้วล่ะ

ซูหว่านกำหยกไว้แน่นในฝ่ามือ หยกเย็นแนบกับฝ่ามือ กลับทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา ดวงตานางมีแววอ่อนโยนบางเบา ดุจแสงจันทร์บนผิวน้ำสงบ ไม่มีใครเห็น และไม่จำเป็นให้ใครเห็น

นางหันหลัง เดินไปยังที่พำนักของมู่หรงเหยี่ยน เตรียมเปลี่ยนเสื้อที่เขาสวมเปลี่ยน เมื่อถึงห้องชั้นใน นางหยิบเสื้อสีขาวที่เขาถอดจากราวขึ้น เตรียมส่งซัก

ขณะนั้น นิ้วของนางแตะเนื้อผ้าด้านในส่วนที่เปียกเหนียว

ซูหว่านขมวดคิ้ว พลิกเสื้อขึ้นดู

นั่นคือรอยเลือด

สีแดงเข้ม แห้งแล้ว เปื้อนบนเสื้อด้านในซ้าย รูปร่างไม่เป็นทรง เหมือนเลือดที่ซึมออกจากบาดแผลแล้วถูกเช็ดด้วยชายเสื้อ

หัวใจนางวาบหนึ่ง

ไม่ถูก—วันนี้นางจับชีพจรเขา ชีพจรเขามั่นคงมีกำลัง ลมปราณสงบ ไม่มีวี่แวงบาดเจ็บ วันนี้เขาก็ไม่ออกไปประลองยุทธ์ อยู่ที่ตำหนักชิงอวิ๋นดื่มสุราและหัวเราะร่าเริงตลอด

ถ้าอย่างนั้น เลือดนี้... ของใคร?

ซูหว่านยกเสื้อขึ้นใกล้จมูก กลิ่นหอมประหลาดจางๆ ที่ยากจะสังเกตปนอยู่ในกลิ่นคาวเลือด ไม่ใช่กลิ่นของเขา—ตัวเขามักมีกลิ่นไม้จันทน์อ่อนๆ และกลิ่นดาบปนกันเสมอ กลิ่นประหลาดนี้... เหมือนเคยได้กลิ่นที่ไหนสักแห่ง

นางก้มลง ตรวจดูส่วนอื่นของเสื้ออย่างละเอียด ข้อมือ ชายเสื้อ คอเสื้อ... สะอาดหมด มีเพียงจุดนี้ ตำแหน่งที่ในสุด ใกล้หัวใจที่สุด รอยสีแดงเข้มนี้

แสงพลบค่ำค่อยๆ ซึมเข้ามาจากกรอบหน้าต่าง ย้อมภายในห้องเป็นสีเหลืองหม่น ซูหว่านถือเสื้อตัวนั้นไว้ ร่างผอมบางยืนในแสงสลัว เงาดูโดดเดี่ยวเป็นพิเศษ คิ้วนางขมวดเล็กน้อย สายตาจับจ้องรอยเลือดนั้น ไม่ละไปนาน

ดอกท้อนอกหน้าต่างร่วงหล่นอย่างเงียบงัน สองสามกลีบ ตกลงบนขอบหน้าต่าง ดั่งความลับที่ใครคนหนึ่งทำหล่นไว้โดยไม่ตั้งใจ

เสียงปี่พิณจากตำหนักชิงอวิ๋นยังคงแว่วมาแต่ไกล เสียงหัวเราะคึกคัก ครื้นเครงยิ่งนัก และที่นี่ มีเพียงนางคนเดียว กับเสื้อผ้าที่มีรอยเลือดลึกลับ

ซูหว่านเก็บรอยเลือดนั้นใส่ขวดกระเบื้องอย่างระมัดระวัง ซ่อนไว้ แล้วส่งเสื้อไปซักตามปกติ สีหน้ายังคงสงบ ใบหน้ายังคงอ่อนโยน ราวกับไม่พบอะไร

เพียงแต่ ในขณะที่หันหลังเดินจากไป ใต้ตานาง วาบผ่านแววสงสัยอย่างรวดเร็ว

คอมเมนต์จากนักอ่าน

ชื่อของนางไม่อยู่ในทะเบียน · เขาสีครามมิอาจเทียบรักอันลึกซึ้งของเธอ — GlotTale