มอบดาบเล่มหนึ่งให้เธอ
ประมาณ 14 นาทีแสงแดดอุ่นในฤดูใบไม้ผลิสาดส่องผ่านบานหน้าต่างแกะสลัก กระทบเป็นลายพร้อยบนพื้นหิน ซูหว่วนนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ปลายนิ้วลูบไล้หยกเก่าแก่ที่อบอุ่น ลวดลายดอกท้อบนหยกส่องประกายอ่อนหวานภายใต้แสงแดด นี่คือสิ่งที่มู่หรงเหยี่ยนแกะสลักด้วยมือเมื่อตอนเด็ก — ตอนนั้นเขายังไม่ใช่ผู้สืบทอดของชิงหยุนซาน เป็นแค่เด็กหนุ่มที่งุ่มง่ามนั่งใต้ต้นท้อถือมีดแกะสลัก
ซูหว่วนใช้นิ้วลูบรอยมีดบนผิวหยกอย่างแผ่วเบา รอยที่ไม่สม่ำเสมอนี้เป็นหลักฐานของความใจร้อนในตอนนั้น เธอประคองหยกไว้ที่หัวใจ แผลที่ตรงนั้นหายดีแล้ว แต่ในปลายหัวใจยังคงเจ็บปวดจางๆ
“คุณหนูซูหว่วน” เสียงของชิงเฟิงดังขึ้นนอกประตู “ท่านผู้สืบทอดให้ท่านไปรับประทานอาหารที่ห้องโถงหน้า”
ซูหว่วนเก็บหยกอย่างระมัดระวังไว้ในอก ลุกขึ้นจัดชุดสีขาวเรียบง่าย ในช่วงไม่กี่วันที่ฟื้นตัว มู่หรงเหยี่ยนดูเหมือนจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม — ตอนกลางวันยังคงเป็นผู้สืบทอดของชิงหยุนซานที่ยิ้มแย้มและมีหญิงงามอยู่รายล้อมไม่ขาด แต่ซูหว่วนรู้สึกคลุมเครือว่าบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
บนโต๊ะอาหารในห้องโถงหน้า มู่หรงเหยี่ยนนั่งที่หัวโต๊ะแล้ว สวมชุดผ้าไหมสีพระจันทร์ มัดผมด้วยมงกุฎทอง สีหน้าคุ้นเคยกับความไม่ใส่ใจ เมื่อเห็นซูหว่วนเข้ามา เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงราบเรียบ “นั่งสิ”
ซูหว่วนนั่งลงที่ข้างกายเขาตามคำ — ที่ซึ่งปกติไม่เคยเป็นของเธอ ก่อนหน้านี้เธอมักยืนอยู่ข้างหลังเขาหรือรับประทานในห้องด้านข้าง แต่ตอนนี้ถูกจัดให้อยู่ข้างเขา
บนโต๊ะมีอาหารประณีตแปดอย่าง ล้วนเป็นสิ่งที่ซูหว่วนชอบกิน เธอหยิบตะเกียบ กำลังจะตักปลานึ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่ตะเกียบของมู่หรงเหยี่ยนลงมาก่อน คัดเลือกชิ้นปลาที่สดที่สุดวางลงในชามของเธอ
มือของซูหว่วนหยุดนิ่ง เธอเงยหน้ามองเขา
แต่มู่หรงเหยี่ยนทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตักผักด้วยตัวเอง น้ำเสียงสบายๆ “กินให้มากๆ ร่างกายเธออ่อนแอ ลมพัดก็ปลิว”
ซูหว่วนก้มหน้าลง มองปลาในชาม เนื้อปลาขาวเนียนยังมีน้ำซุปใส เธอกินทีละน้อย แต่ลิ้นไม่รู้รสอะไร — ในใจวุ่นวาย ราวกับมีคนกวนน้ำในฤดูใบไม้ผลิ
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีสิ่ง “ไม่ตั้งใจ” แบบนี้มากเกินไป
เวลานางปรุงยา จะมีคนส่งดอกบัวหิมะพันปีที่หายากมาให้ ว่าเป็นของที่ผู้สืบทอด “หยิบ” มาจากคลัง เวลานางตากสมุนไพร จะพบว่าแดดที่ร้อนถูกเมฆบัง เงยหน้าขึ้นก็เห็นมู่หรงเหยี่ยนยืนใต้ชายคาไม่ไกล มือถือยันต์เมฆที่ยังไม่เก็บ แสร้งมองวิวไกลๆ เวลานางอ่านหนังสือตอนกลางคืน ตะเกียงวิญญาณบนโต๊ะก็สว่างขึ้นเอง ทั้งที่ตอนออกจากห้องเธอแน่ใจว่าดับแล้ว
เขาทำมากมาย แต่ไม่เคยพูดเพิ่ม
หลังอาหาร ซูหว่วนกำลังจัดสมุนไพรในลานเล็กของตัวเอง มู่หรงเหยี่ยนเดินเข้ามา ในมือถือดาบเล่มหนึ่ง ฝักดาบเป็นสีดำเรียบง่าย สลักลายเมฆอย่างง่าย
“เอาไป” เขายื่นดาบให้ซูหว่วน น้ำเสียงไม่ชัดเจนว่าโกรธหรือไม่ “ไว้ป้องกันตัว ต่อไปอย่าโง่เขลาแบบนั้นอีก วิ่งออกมาขอตาย”
ซูหว่วนตะลึง
นี่ไม่ใช่ดาบธรรมดา ฝักดาบเปล่งแสงวิญญาณจางๆ เป็นกลิ่นอายของดาบวิญญาณชั้นสูง — และดาบแบบนี้ทั้งชิงหยุนซานก็มีไม่กี่เล่ม เธอเงยหน้ามองตาของมู่หรงเหยี่ยน
สายตาเขาละลานเล็กน้อย แล้วกลับมาเป็นปกติ ยกคิ้ว “อะไรนะ? ดูถูก?”
“ไม่…” เสียงของซูหว่วนสั่นเล็กน้อย เธอยื่นมือทั้งสอง รับดาบเล่มนั้นอย่างจริงจัง ดาบเย็นเมื่อสัมผัส แต่กลับทำให้รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก “ขอบคุณท่านผู้สืบทอด”
มู่หรงเหยี่ยนส่งเสียงฮึดหันหลังจะเดินไป สองก้าวก็หยุด หันหลังพูด “ดาบนี้ชื่อ ‘ซูซิน’ เข้ากับนิสัยของเธอดี ฝึกฝนบ่อยๆ อย่าให้ถึงเวลาจับดาบไม่ไหว”
พูดจบ เขาก็จากไปโดยไม่หันกลับ ชายเสื้อพลิ้วเป็นเส้นโค้งว่องไว
ซูหว่วนยืนอยู่กับที่ สองมือถือดาบ ‘ซูซิน’ อยู่นานไม่ฟื้นคืนสติ นิ้วของเธอลูบลายเมฆบนฝักดาบ — ลายดูเรียบง่าย แต่กลับสอดคล้องกับลายดอกท้อบนหยกในอกของเธออย่างบอกไม่ถูก
เธอดึงดาบออกจากฝัก แสงดาบเย็นเฉียบสะท้อนในตา บนตัวดาบสลักสองคำ: ซูซิน. ตัวอักษรไม่โดดเด่น แต่มีพลังมั่นคง ซูหว่วนกำด้ามดาบแน่น ปลายนิ้วขาวซีด
ทำไมเขาถึงดีกับเธอขนาดนี้?
คำถามนี้วนเวียนในใจ ราวกับผีเสื้อที่ไม่ยอมหยุด เธอรู้ฐานะของตัวเอง — แค่เด็กกำพร้าที่จวนมู่หรงรับเลี้ยง คนติดตามที่มีก็ได้ไม่มีก็ได้ ส่วนเขา เป็นผู้สืบทอดของชิงหยุนซาน อัจฉริยะผู้มีรากวิญญาณสวรรค์ ไม่เคยขาดหญิงงามที่มีทั้งฝีมือและหน้าตา
ซูหว่วนเก็บดาบกลับเข้าฝัก กอดไว้ในอ้อมแขน ราวกับกอดกองไฟอบอุ่น ริมฝีปากของเธอไม่รู้ตัวยกยิ้มเล็กน้อย แต่แววตากลับมีความกังวล — ความดีที่มาโดยกระทันหันนี้ จะเป็นเพียงฝันกลางวันของเธอหรือไม่?
ลมกลางคืนเริ่มพัด ดอกท้อในลานร่วงหล่นเป็นพายุ ซูหว่วนนั่งบนธรณีประตู มองกลีบดอกที่ปลิวว่อน จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ — เธอหยิบกล่องยาเล็กจากถุงเก็บของ เปิดฝา ข้างในมีขวดยาวิเศษเรียงอย่างเป็นระเบียบ แต่ละขวดมีข้อความเล็กบรรยายการใช้
นี่คือสิ่งที่เธอสะสมมาหลายปี — เพื่อเขา
เธอปิดฝากล่องยาอย่างระมัดระวัง ใส่กลับลึกในถุงเก็บของ นั่นคือความลับของเธอ และเป็นความยึดมั่น เธอคงไม่มีวันให้เขารู้
ขณะนั้น ประตูลานถูกผลักเบาๆ ซูหว่วนเงยหน้าเห็นหญิงสาวในชุดกระโปรงสีชมพูเดินเข้ามา หน้าตางดงามยิ่ง มีท่าทางเย่อหยิ่งขี้งอน คือเซียนยุนชาง — หนึ่งในหญิงงามที่มู่หรงเหยี่ยนโปรดปรานมากที่สุด
เซียนยุนชางเห็นได้ชัดว่าไม่คาดคิดว่าจะมีคนอยู่ในลาน ชะงักไปเล็กน้อย แล้วมองซูหว่วนตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาหยุดที่ดาบในอ้อมแขนของเธอครู่หนึ่ง มุมปากยกยิ้มเยาะ
“พี่เหยี่ยนล่ะ?” เธอไม่มองซูหว่วน แต่ถามไปยังลานที่ว่างเปล่า น้ำเสียงขี้เล่น
ซูหว่วนลุกขึ้นยืน ถวายคำนับเล็กน้อย “ท่านผู้สืบทอดเพิ่งไปไม่นาน นางฟ้าหากตามหาท่าน อาจไป…”
“ฉันถามเธอหรือ?” เซียนยุนชางขัดขึ้น เดินเข้ามาหาเธอ กวาดสายตาที่ชุดเรียบร้อยของเธอ “เธอเป็นใคร? ในลานของพี่เหยี่ยน เมื่อไหร่มีพวกสุนัขแมวแบบนี้เข้ามาได้?”
ซูหว่วนก้มตา ไม่พูดอะไร เธอชินกับการเย้ยหยันแบบนี้แล้ว — ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หญิงงามข้างกายมู่หรงเหยี่ยน ใครไม่เคยทำหน้าไม่ดีใส่เธอ?
ขณะนั้น เสียงที่คุ้นเคยดังจากปากลาน “ใครให้เธอมา?”
มู่หรงเหยี่ยนกลับมาแล้ว เขายืนที่ปากลาน สวมชุดผ้าไหมสีดำ สีหน้าครุ่นเครียดไม่พอใจ
เซียนยุนชางเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอ่อนหวานทันที รีบเข้าไปหา “พี่เหยี่ยนคะ คิดถึงคุณเลย ก็เลยมาหา —” สายตาหันกลับไปที่ซูหว่วน พูดเชิงเยาะ “พี่เหยี่ยน หน้านี้ใหม่ใครกันนะ? ผอมบางเหลือเกิน”
สายตาของมู่หรงเหยี่ยนตกที่ซูหว่วน เธอยังก้มตา นิ้วที่กอดดาบกระชับขึ้นเล็กน้อย เขาหยุดครู่ แล้วพูด เสียงไม่ดัง แต่ชัดเจนทั่วทั้งลาน
“คนสำคัญมากคนหนึ่ง”
ซูหว่วนตัวสั่น
เธอเงยหน้าขึ้นทันที มองมู่หรงเหยี่ยน เขาก็มองเธอ ในดวงตามีอารมณ์ซับซ้อนที่เธอไม่เคยเห็น — มีความสับสน มีการดิ้นรน และมีความอ่อนโยนที่แม้แต่เขายังไม่รู้ตัว
ส่วนเซียนยุนชาง ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่
ลมกลางคืนพัดกลีบดอกปลิว ตกลงระหว่างทั้งสอง หัวใจของซูหว่วนเต้นเร็ว จนเกือบจะทะลุออกนอกอก
คนสำคัญ?
เขาพูดว่า เธอเป็นคนสำคัญคนหนึ่ง