การหยุดเพื่อเธอเป็นครั้งแรกของเขา
ประมาณ 20 นาทีสามวันแล้ว
มู่หรงเหยี่ยนเฝ้าข้างเตียงของซูหว่าน ครบสามวันสามคืนเต็ม
ทุกคนในจวนรู้สึกแปลกใจ — คุณชายใหญ่เป็นอะไรไป? ปกติแล้วมู่หรงเหยี่ยนเป็นคนอิสระ ใช้ชีวิตตามสบาย ไม่เคยขาดหญิงงามอยู่เคียงข้าง กลับมาเฝ้าข้างเตียงสาวใช้คนหนึ่ง สามวันสามคืนไม่ออกไปไหน และไม่พบใครเลย
“คุณชายใหญ่…”
“ชู่ว อย่าดัง ให้คุณชายใหญ่ได้ยิน”
“นางซูนั่น มาจากที่ไหนกัน?”
“ใครจะรู้… แต่ดูท่าทางคุณชายใหญ่แล้ว ไม่เหมือนแค่คนรับใช้ธรรมดา”
สาวใช้ซุบซิบกันเงียบ ๆ แต่ไม่มีใครกล้าถามมู่หรงเหยี่ยน เขานั่งอยู่ข้างเตียง สีหน้าหม่นหมองน่ากลัว แผ่กลิ่นอายที่ห้ามคนเข้าใกล้ แม้แต่หลิวอีอีที่โปรดปรานที่สุดอยากมาเยี่ยม ก็ถูกคนใช้ขวางไว้ข้างนอก
“คุณชายเหยี่ยน หนูแค่อยากมาดูคุณซู…” หลิวอีอีพูดเสียงหวานนอกประตู
“ออกไป”
จากในห้องมีเพียงคำเดียว เย็นชา สั้น ไม่มีทางต่อรอง
หลิวอีอีหน้าซีดทันที เม้มริมฝีปาก แล้วเดินจากไปอย่างเดือดดาล
ในห้อง มู่หรงเหยี่ยนนั่งเก้าอี้ข้างเตียง สายตาจับจ้องคนที่หมดสติอยู่บนเตียง สามวันแล้ว นางยังไม่ฟื้น ไข้ขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนตะเกียงน้ำมันที่ใกล้จะดับ
หมอบอกว่า จะรอดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความอยากมีชีวิตของนางเอง
มู่หรงเหยี่ยนมองนาง ครั้งแรกที่มองนางอย่างจริงจัง
คิ้วบางนุ่ม ราวกับใบหลิวที่เพิ่งแตกในต้นฤดูใบไม้ผลิ จมูกเล็ก เรียบเนียน ริมฝีปากบาง สีซีด แก้มตอบ เห็นโครงกระดูกเกือบชัด นางไม่ได้งามเลิศ แต่เวลานิ่งเงียบกลับมีความอ่อนโยนที่พูดไม่ถูก เหมือนภาพวาดหมึกบาง ๆ ไม่โดดเด่น แต่น่ามอง
มือของนางโผล่พ้นผ้าห่ม เรียว บาง ซีด มองเห็นข้อนิ้วมือชัดเจน สายตามู่หรงเหยี่ยนหยุดที่มือนาง จู่ ๆ ก็พบว่าฝ่ามือนางมีรอยแผลเป็นเก่าตื้น ๆ เหมือนถูกของมีคมขีด
เขาจำรอยแผลนั้นได้
นานมาแล้ว ตอนนั้นเขายังหนุ่ม จิตใจยังไม่มั่นคง ครั้งหนึ่งพลาดในการต่อสู้กับคนอื่น ถูกศัตรูตามล่า บาดเจ็บสาหัส เขาหนีกลับจวนมู่หรงแทบตาย ซูหว่านเฝ้าข้างเตียงเขา ใช้พลังวิญญาณของนางคุ้มกันหัวใจเขาครั้งแล้วครั้งเล่า จนพลังวิญญาณหมด สลบลงข้างเตียงเขา
ตอนที่นางสลบ ถ้วยเงินในมือตกลงพื้น เศษถ้วยบาดฝ่ามือนาง
รอยแผลนั้นคือที่เกิดขึ้นตอนนั้น
มู่หรงเหยี่ยนยื่นมือออก จับมือนางเบา ๆ มือของนางเย็นมาก เหมือนก้อนน้ำแข็ง จับอยู่ในอุ้งมือ ทำให้หัวใจบีบรัด เขาใช้สองมือหุ้มมือนาง อยากทำให้อุ่น แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน มือนางก็ยังเย็น
สายตาของเขาจากมือนาง เลื่อนไปที่แขนนาง จู่ ๆ ก็พบว่าแขนนางมีรอยแผลเล็กหลายรอย — บางอันเหมือนถูกคมมีดขีด บางอันเหมือนถูกไฟลวก บางอันเหมือนถูกสัตว์อสูรข่วน แต่ละรอยตื้นมาก ถ้าไม่มองดี ๆ แทบไม่เห็น แต่ถ้าลองนับดู ก็ถึงเจ็ดแปดรอย
รอยแผลเหล่านี้ แต่ละรอย เกี่ยวข้องกับเขา
รอยที่ถูกคมมีดขีด คือตอนที่เขาฝึกดาบแล้วคลุ้มคลั่ง นางพุ่งมาขวางหน้าเขา ถูกพลังดาบที่เขาควบคุมไม่ได้ทำร้าย รอยที่ถูกไฟลวก คือตอนที่เขาหลอมยา เตาหลอมระเบิด นางพุ่งมาขวางสะเก็ดไฟที่กระเด็น รอยที่ถูกสัตว์อสูรข่วน คือหลายครั้งที่เขาออกฝึกฝนนอกจวนแล้วประสบอันตราย นางขวางหน้าเขา ถูกสัตว์อสูรทำร้าย…
มู่หรงเหยี่ยนจับมือนาง นิ้วมือกระชับเล็กน้อย
เขาไม่เคยรู้เลยว่านางมีบาดแผลมากมายขนาดนี้
เขาไม่เคยสังเกตเลย
ร้อยปีมา เมื่อเขาบาดเจ็บ นางรักษาเขา เมื่อเขาเหนื่อย นางเตรียมยาให้เขา เมื่อเขาพาหญิงงามกลับบ้าน นางจัดที่พักให้พวกนาง เมื่อเขาอารมณ์ไม่ดีโมโห นางทนเงียบ ไม่พูดมาก นางเหมือนอากาศ อยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่เขากลับมองข้ามนางโดยสิ้นเชิง
และนาง ในที่ที่เขาไม่เห็น ได้รับบาดเจ็บแทนเขามากมาย ทิ้งรอยแผลไว้มากมาย
“ซูหว่าน…” เขาเรียกชื่อนางเบา ๆ เสียงแหบแห้งน่ากลัว “ทำไม… เธอถึงดีกับฉันขนาดนี้?”
คนบนเตียงไม่ตอบ นางยังหมดสติ หายใจอ่อนแรง สภาพใกล้ตาย
มู่หรงเหยี่ยนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตา ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ลอยผ่านในหัว — ใบหน้าอ่อนโยนตอนนางยกยามาให้เขา หลังบางตอนนางเฝ้าหน้าถ้ำที่เขาปิดดาบ นิ้วเรียวตอนนางจัดเสื้อผ้าให้เขา เงาเงียบตอนนางยืนอยู่ใต้ชายคาด้านนอกตำหนักชิงอวิ๋น…
ภาพเหล่านี้ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยใส่ใจ แต่ตอนนี้ กลับชัดเจนราวกับสลักไว้ในความทรงจำ
เขานึกถึงบ่ายวันที่阳光สดใส ตอนเด็ก เขาแกะสลักหยกเป็นพระเครื่องให้นาง เขาจำได้ว่าเขาตั้งใจแกะสลักมาก ถูกมีดแกะบาดหลายครั้งก็ไม่หยุด เขาจำได้ว่าตอนที่เขาแขวนพระเครื่องไว้ที่เอวนาง ดวงตานางเป็นประกาย ราวกับบรรจุแสงดาวเต็มฟ้า
เมื่อไหร่ที่เขาลืม?
เมื่อไหร่ที่เขาเปลี่ยนเด็กสาวที่เคยใช้ดวงตาเป็นประกายมองเขา กลายเป็น “คนรับใช้”?
มู่หรงเหยี่ยนลืมตา มองคนบนเตียง หน้าอกเหมือนมีอะไรอุดตัน อึดอัดจนเจ็บ
เขายกมือ อยากปัดเส้นผมที่หล่นบนหน้าผากนาง ครั้งนี้เขาไม่ลังเล ปลายนิ้วแตะเบา ๆ ที่หน้าผากนาง แล้วดึงเส้นผมนั้นไปไว้หลังหู
การเคลื่อนไหวของเขาเบามาก กลัวจะรบกวนนาง
ปลายนิ้วแตะผิวหนังนาง ร้อนมาก นั่นคืออุณหภูมิของไข้ นิ้วของเขาหยุดอยู่บนหน้าผากนางครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ เลื่อนลงมา แตะที่แก้มนาง
ผิวหนังนางบางมาก นุ่มมาก เหมือนกลีบดอกไม้สด ปลายนิ้วเขาลูบแก้มนางเบา ๆ อ่อนโยนราวกับกำลังดูแลสมบัติล้ำค่า
ร้อยยี่สิบปีแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาทำท่าทางเช่นนี้กับผู้หญิงคนหนึ่ง
“ซูหว่าน” เขาเรียกเบา ๆ เสียงต่ำราวกับพูดกับตัวเอง “ตื่นเถอะ… อย่านอนเลย”
“ถ้าเธอตื่น ฉันจะ…”
เขาหยุด
เขาจะพูดอะไร? เขาจะสัญญาอะไร? ตัวเขาเองก็ไม่รู้ เขาแค่ไม่อยากให้เธอตาย ไม่อยากให้คนที่เงียบ ๆ เฝ้าดูแลเขามาร้อยปี หายไปแบบนี้
แต่เขาจะให้อะไรเธอได้?
สถานะ? ตำแหน่ง? หรือ… อย่างอื่น?
มู่หรงเหยี่ยนยิ้มขื่น เขามีชีวิตมาร้อยยี่สิบปี มีทุกอย่าง — สถานะ ตำแหน่ง กำลังฝึก ทรัพย์สมบัติ ไม่เคยขาดหญิงงามที่วิ่งเข้าหา แต่เขาไม่สามารถให้สัญญาที่เหมาะสมกับคนที่เงียบที่สุดข้างกายนี้ได้
เพราะเขายังมองไม่เห็นหัวใจของตัวเอง
เขาแค่… ไม่อยากให้เธอตาย
คืนวันที่สาม ไข้ของซูหว่านลดลงในที่สุด
ลมหายใจนางค่อย ๆ สงบ สีหน้าไม่ซีดน่ากลัวเหมือนก่อน มู่หรงเหยี่ยนเฝ้าข้างเตียง ดูการหายใจของนางค่อย ๆ สม่ำเสมอ ความตึงเครียดสามวันก็ผ่อนคลายลงบ้าง
เขานอนคว่ำข้างเตียง จับมือนาง เผลอหลับไป
แสงเช้าส่องผ่านช่องหน้าต่าง ตกบนใบหน้าด้านข้างของเขา คิ้วเขาขมวดเล็กน้อย ใต้ตามีรอยคล้ำชัดเจน — นั่นคือร่องรอยของการไม่ได้พักผ่อนสามวันสามคืน มือเขายังจับมือนาง นิ้วประสานกัน ไม่ได้ปล่อย
ตอนที่ซูหว่านตื่น สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าด้านข้างของมู่หรงเหยี่ยน
เขานอนคว่ำข้างเตียง หลับลึก แสงแดดส่องจากนอกหน้าต่าง ทอดเงาเป็นจุดเล็ก ๆ บนขนตาของเขา คิ้วเขาขมวดเล็กน้อย ราวกับฝันร้าย มือเขายังจับมือนาง ฝ่ามืออบอุ่นและมีแรง
ซูหว่านมองเขา งงงันชั่วขณะ
นางคิดว่าตัวเองกำลังฝัน
นางพยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่การเคลื่อนไหวทำให้แผลที่หลังถูกกระทบ เจ็บจนนางสูดลมหายใจเย็น
“อือ…”
เสียงเบา ๆ นี้ปลุกมู่หรงเหยี่ยน
เขายกหัวขึ้นทันที สายตาจ้องตรงไปที่ใบหน้านาง ในดวงตายังมีความฝัวและความสับสนที่สังเกตได้ยาก
“เธอตื่นแล้ว?” เสียงเขาหยาบแห้งน่ากลัว สามวันไม่ได้พูดดี ๆ เสียงเหมือนถูกกระดาษทรายขัด
ซูหว่านมองเขา พยักหน้า สายตานางจากรอยคล้ำใต้ตาเขา เลื่อนไปที่คิ้วที่ขมวดของเขา แล้วหยุดที่มือที่จับนางแน่น
“ท่านชาย…” เสียงนางเบามาก อ่อนแรง “ท่านบาดเจ็บ หายดีแล้วหรือ?”
คำแรกที่นางพูดเมื่อตื่น ไม่ได้ถามถึงบาดแผลของตัวเอง ไม่ได้ถามว่าทำไมตัวเองถึงอยู่ที่นี่ แต่ถามว่า — ท่านชายหายดีหรือยัง
มู่หรงเหยี่ยนตะลึง
เขามองนาง มองใบหน้าซีดเซียว มองสายตาอ่อนแรงของนาง มองความห่วงใยที่แท้จริงในดวงตานาง ชั่วขณะหนึ่ง ลำคอเขาราวกับมีอะไรอุดตัน อ้าปากแต่พูดอะไรไม่ออก
เขามีชีวิตมาร้อยยี่สิบปี เจอคนมามาก ได้ยินคำพูดมามาก บางคนบอกว่ารักเขา บางคนบอกนับถือเขา บางคนบอกประจบเขา บางคนบอกคิดร้ายเขา
แต่ไม่เคยมีสักคน ที่ตื่นขึ้นครั้งแรกหลังจากหมดสติเพราะบาดเจ็บสาหัสสามวันสามคืนแล้วถามว่า — ท่านชายหายดีหรือยัง
“ซูหว่าน…” เสียงเขาสั่น
ซูหว่านมองเขา ในตานางมีความงุนงงเล็กน้อย “ท่านชายเป็นอะไร? ท่านไม่หายดีหรือ?”
นางพยายามจะลุกขึ้นนั่ง อยากจับชีพจรเขา มู่หรงเหยี่ยนรีบประคองนางให้พิงอยู่บนเตียง
“อย่าขยับ” เขาพูด เสียงฟื้นขึ้นมาบ้าง แต่ยังแหบแห้ง “แผลเธอยังไม่หาย”
“ฉันไม่เป็นไร” ซูหว่านพูดเบา ๆ สายตายังจับจ้องที่ใบหน้าเขา “แผลท่านชาย…”
“ฉันไม่เป็นไร” มู่หรงเหยี่ยนขัดขึ้น เสียงเร็วเล็กน้อย “ฉันสบายดี แต่เธอ สามวันแล้ว ในที่สุดก็ตื่น”
ซูหว่านมองเขา ในตานางมีความสับสน สามวันแล้ว? นางหลับไปสามวันแล้ว? นางมองรอยคล้ำใต้ตาเขา มองคิ้วที่ขมวดของเขา จู่ ๆ ก็เข้าใจอะไร
“ท่านชาย…” นางพูดเบา ๆ “ท่านเฝ้าฉันสามวัน?”
มู่หรงเหยี่ยนไม่ตอบ เพียงแค่หันสายตาหนี เขาปล่อยมือที่จับนาง ยืนขึ้น หันหลังให้ เสียงกลับมาเรียบเหมือนปกติ “เธอพักผ่อนให้ดี ฉันจะให้คนเอายามา”
พูดจบ เขาก็เดินออกไป
ถึงประตู เขาหยุดชั่วขณะ แต่ไม่หันหลัง ตรงไปข้างนอก
ซูหว่านพิงอยู่บนเตียง มองแผ่นหลังที่จากไป ในตานางมีความสับสน และความอ่อนโยนที่สังเกตได้ยาก นางยกมือขึ้น วางเบา ๆ ที่ตำแหน่งหัวใจ — ที่นั่น หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
มู่หรงเหยี่ยนเดินออกจากห้องซูหว่าน เดินเร็วไปยังเรือนของตัวเอง
ในใจเขาสับสนมาก สับสนเหมือนปมด้ายที่ยุ่งเหยิง เขาไม่รู้ว่าตัวเองตกใจอะไรตอนนี้ ไม่รู้ว่าทำไมถึงเฝ้านางสามวันสามคืน ยิ่งไม่รู้ว่า คำที่ว่านางตื่นมาพูดว่า “ท่านชายบาดเจ็บ หายดีหรือยัง?” ทำให้หัวใจเขาเหมือนถูกอะไรชนอย่างแรง เจ็บจนแทบหายใจไม่ออก
เขาเดินมาถึงใต้ต้นท้อในลานบ้าน หยุด
ต้นท้อต้นนี้ ปลูกในปีที่เขาเกิด ตอนนี้โตสูงใหญ่ ใบดกหนา เขาเงยหน้ามองดอกท้อสีขาวชมพูเต็มต้น อกอึดอัด
เขามีชีวิตมาร้อยยี่สิบปี ไม่เคยวุ่นวายใจถึงขนาดนี้มาก่อน
“ไอ้…” เขาด่าตัวเองเบา ๆ ไม่รู้ว่าด่าตัวเองหรือด่าอะไร
เขายกฝ่ามือฟาดออก
“แคร็ก—”
เสียงแตกแหบ
ต้นท้อที่เติบโตมาร้อยยี่สิบปี ถูกฝ่ามือเขาฟาดกิ่งหลักหัก กิ่งที่หักพร้อมดอกท้อทั้งต้น ล้มลงกับพื้น กลีบดอกปลิวว่อน ราวกับฝนดอกไม้ที่เกิดขึ้นกะทันหัน
มู่หรงเหยี่ยนยืนอยู่ท่ามกลางกลีบดอกที่ปลิวว่อน สีหน้าหม่นหมองน่ากลัว อกเขากระเพื่อมแรง กำหมัดแน่น เส้นเลือดปูด
เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร
เขารู้เพียงว่า ผู้หญิงที่เคยยืนเงียบ ๆ อยู่ข้างหลังเขา ถูกเขาเรียกสั้น ๆ ว่า “คนรับใช้” ในมุมหนึ่งของหัวใจเขา ได้เริ่มงอกรากแล้ว และเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างที่เขาควบคุมไม่ได้
และเขา ไม่มีทางทำอะไรได้
ลมพัด กลีบดอกตกลงบนไหล่และผมเขา เหมือนการพิพากษาที่เงียบ
มู่หรงเหยี่ยนยืนอยู่ท่ามกลางฝนดอกไม้ที่ปลิวว่อน ไม่ขยับเป็นเวลานาน