เงาคู่ในกระจก

เงาเข้าสู่ประตูแดง

ประมาณ 23 นาที

ในห้องใต้ดินของหอฟังลมมีตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่งจุดอยู่ ไส้ตะเกียงเกิดประกายไฟกระเด็นออกมา

เฟิงอู๋หยานั่งหันหลังให้อาหยิง มือถือแผ่นหยกใบหนึ่งอยู่นานพูดอะไรสักคำ ห้องใต้ดินมีเพียงเขากับเธอสองคน แม้แต่เด็กบริการที่ดูแลประจำก็ถูกไล่ไป ในเวลานี้ อาจารย์จะต้องสั่งการเรื่องสำคัญหรือไม่ก็ให้เธอไปทำเรื่องสำคัญ อาหยิงยืนอยู่ห่างสามก้าว ไม่เร่ง ไม่ถาม นางรู้จักนิสัยอาจารย์ ถ้าเร่งสักคำ เขาจะอ้อมไปอีกสามรอบ

“สกุลเสิ่น” เฟิงอู๋หย่าเอ่ยปากในที่สุด เสียงแหบกว่าตะเกียง “เสนาบดีกระทรวงโยธาเสิ่นปั๋วหยง ยักยอกเงินคลองเรือ รวมกลุ่มตั้งพรรคพวก มีคนในราชสำนักอยากจะจัดการเขา แต่ลำบากที่ไม่มีหลักฐาน งานนี้ เจ้าจัดการ”

อาหยิงรับคำ ก้าวไปข้างหน้าสองก้าวรับแผ่นหยก แผ่นหยกอุ่นแต่เย็นเมื่อสัมผัส ด้านหน้ากลับมีอักษร “เสิ่น” เป็นสัญลักษณ์ของคฤหาสน์สกุลเสิ่น นางพลิกดูด้านหลัง ด้านหลังเรียบลื่นไม่มีลวดลาย มีเพียงรอยขีดตื้นๆที่มุมขวาล่าง เหมือนถูกอะไรขีด นางไม่คิดมาก เก็บแผ่นหยกเข้าแขนเสื้อ

“เข้าไปในฐานะอะไร?”

“นักดนตรี” เฟิงอู๋หย่ายังคงไม่หันกลับ “วันมะรืนสกุลเสิ่นจัดงานเลี้ยงรับรู้ญาติ เชิญคณะงิ้วและสำนักดนตรีในเมืองหลายแห่ง หอฟังลมแทรกคนไว้ในสำนักดนตรีแห่งหนึ่ง ชื่อของเจ้าถูกเพิ่มเข้าไปแล้ว หลังงานเลี้ยงรับรู้ญาติ อ้างว่าติดค้างไว้ ค่อยๆสืบ”

อาหยิงพยักหน้า งานแบบนี้นางทำมาไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง ชำนาญจนเกินไป แต่คืนนี้นางรู้สึกว่าอาจารย์มีอะไรยังพูดไม่จบ ห้องใต้ดินเงียบเกินไป เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง

“อีกเรื่องหนึ่ง” เฟิงอู๋หย่าเหมือนได้ยินความคิดของนาง “ครั้งนี้แค่สืบคดีทุจริต เรื่องอื่นอย่าไปยุ่ง”

อาหยิงเงยหน้า ประโยคนี้หนักเกินไป อาจารย์ไม่เคยกำหนดขอบเขตง่ายๆ ถ้าเขากำหนด แสดงว่าในสกุลเสิ่นมีอะไรที่เขาไม่ต้องการให้เธอแตะต้อง นางอ้าปาก อยากถาม แต่กลืนคำพูดลง อาจารย์ไม่พูด ถามไปก็เสียเวลา

“จำได้แล้ว”

เฟิงอู๋หย่าจึงหันมาครึ่งหน้า แสงไฟส่องบนใบหน้าด้านข้าง เขามองอาหยิง สายตาหยุดที่ข้อมือซ้ายของนางชั่วครู่—ตรงนั้นปลายแขนเสื้อบังไว้ มองไม่เห็นอะไร แต่เหมือนเขารู้ว่ามีอะไรอยู่ที่นั่น อาหยิงเลื่อนมือซ้ายไปซ่อนไว้ด้านหลัง แผลเก่ารูปพระจันทร์เสี้ยวใต้ผ้าร้อนผ่าว เหมือนถูกจ้องจนเกิดไฟ

“ไปเถอะ” เฟิงอู๋หย่า收回สายตา “ไปเร็วกลับเร็ว”

อาหยิงคำนับ แล้วหันหลังออกจากห้องใต้ดิน เมื่อถึงประตู นางหันกลับมาทันใด: “อาจารย์ เหตุใดถึงเป็นข้า?”

เฟิงอู๋หย่าไม่ตอบ ตะเกียงน้ำมันเกิดประกายอีกครั้ง เขาหันหลังกลับไปอีก เหมือนไม้แห้งท่อนหนึ่ง

อาหยิงยืนอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ถามอีก นางกำแผ่นหยกนั้นในฝ่ามือแน่น กำออกเหงื่อบางๆ

ใต้ดวงจันทร์ดวงเดียวกัน ที่ห้องในเรือนตะวันตกของจวนสกุลเสิ่นยังคงมีแสงไฟ

เสิ่นจิ้งหรูนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ ห้อยข้อมือฝึกคัดอักษร ปลายพู่กันตกที่ประโยคจาก “สตรี指导” (นึงสือ) นางเขียนช้ามาก ทุกเส้นทุกขีดวางอย่างระมัดระวัง เหมือนกำลังต่อสู้กับใครคนหนึ่ง สาวใช้ชื่อพีเถา (ปี้เถา) ถือถ้วยชาเข้ามา เห็นนางยังเขียนอยู่ ก็วางชาอย่างเบามือไว้ที่มุมโต๊ะ

“คุณหนู ป่านนี้แล้ว พรุ่งนี้ยังต้องตื่นเช้าอีกนะ”

จิ้งหรูไม่เงยหน้า เขียนเสร็จตัวอักษรสุดท้ายแล้ววางพู่กัน นางยกถ้วยชาขึ้นมา ไม่ได้ดื่ม ใช้ฝาถ้วยเขี่ยใบชาที่ลอยอยู่

“พีเถา เมื่อครู่เจ้าไปหน้าบ้าน ได้ยินอะไรหรือเปล่า?”

พีเถาคิดอยู่ครู่: “ได้ยินผู้ดูแลบอกว่า ใบเชิญงานเลี้ยงรับรู้ญาติวันมะรืนถูกส่งออกไปแล้ว ตระกูลติ้งเป๋อโหว (ต้าหมิงโหว) ตระกูลซุน (ซุนซือหลาง) ตำแหน่งรองเสนาบดีพิธีการ และเลขาธิการอีกหลายคน...对了 ยังเชิญสำนักดนตรีสองแห่ง”

“สำนักดนตรี?” ข้อนิ้วของจิ้งหรูกระทบขอบถ้วยเบาๆ “ท่านพ่อช่างใส่ใจจริง”

นางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนพูดว่าวันนี้อากาศดี แต่พีเถาติดตามนางมาแปดปี รู้ดีว่าภายใต้ความราบเรียบนั้นมีอะไรซ่อนอยู่ พีเถาไม่กล้าตอบ เพียงก้มหน้ากระดาษบนโต๊ะ

จิ้งหรูวางถ้วยชาลง ไหล่ขวาเริ่มคัน นางยกมือขึ้นนวดผ่านเสื้อผ้าที่ตำแหน่งนั้น—ตรงนั้นมีปานรูปผีเสื้อ ตั้งแต่เด็กมี แม่บอกว่าเป็นมาแต่กำเนิด เป็นลักษณะมงคล แต่นางแอบได้ยินแม่พูดกับคนสนิทตอนอายุแปดขวบ จึงรู้ว่าปานนั้นเกิดจากการจี้ด้วยยา เพื่อให้นางปลอมตัวเป็นอีกคน

คนนั้นชื่อหลิวหวานชิง เป็นภรรยาหลวงของสกุลเสิ่น สิบแปดปีก่อน “ตายเพราะคลอดบุตร” ลูกสาวที่นางให้กำเนิด ควรจะเป็นบุตรสาวสายตรงของสกุลเสิ่น

จิ้งหรูนวดปานคันนั้น แล้วยิ้มบางๆ

“พีเถา เอา这本บันทึกมา”

พีเถาเข้าใจ เอาเล่มบางจากใต้กล่องเครื่องประดับส่งให้ จิ้งหรูเปิดออก ข้างในเป็นเรื่องราวของสกุลเสิ่นที่นางจดด้วยภาษาลับตลอดหลายปี—ใครเจอข้าราชการนอกวันไหน ใครส่งอะไรไปศาลพระวันไหน เสิ่นปั๋วหยงอารมณ์ไม่ดีทำถ้วยชาแตกเมื่อไหร่ นางจดไว้ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่น เพื่อใช้ในวันหนึ่ง

นางยกพู่กัน เขียนในหน้าใหม่: งานเลี้ยงรับรู้ญาติ เชิญสำนักดนตรี ตระกูลติ้งเป๋อโหว

เขียนเสร็จ นางปิดสมุด ส่งคืนพีเถา

“เก็บไว้ให้ดี พรุ่งนี้ข้าต้องทำตัวเป็นลูกสาวดีอีกวัน”

พีเถารับสมุด ถอยลงไป เหลือเพียงจิ้งหรูคนเดียว นางมอง “สตรี指导” ที่เขียนมาทั้งคืนอยู่ครู่ แล้วยื่นมือขยำกระดาษเป็นก้อน ทิ้งลงในอ่างถ่านที่วางอยู่ใกล้เท้า ไฟแลบขึ้นมา กระดาษกลายเป็นเถ้าธุลีในไม่ช้า นางจ้องกองเถ้า พูดเบาๆ:

“อดทนอีกหน่อย”

คืนก่อนวันงานเลี้ยงรับรู้ญาติ อาหยิงปีนข้ามกำแพงรอบนอกของจวนสกุลเสิ่น

กำแพงเป็นอิฐดำสูงสาม丈 ด้านบนฝังเศษถ้วยชาม ป้องกันโจร อาหยิงใช้กิ่งไม้ต้นหวยแก่ข้างกำแพงเป็นที่เกาะ ปลายเท้าแตะสันกำแพง ร่างทั้งร่างร่วงลงมาเหมือนใบไม้ ขณะสัมผัสพื้น ข้อมือซ้ายด้านในถูกกระเบื้องที่ยื่นออกมาขูด รอยแผลเก่าเพิ่มรอยใหม่ เลือดซึมออกมา นางกัดฟัน ไม่ส่งเสียง ใช้แขนเสื้อเช็ดแบบไม่เป็นระเบียบ

นกหวีดทองแดงที่เอวส่องแสงเย็นกลางจันทร์ นางเอื้อมมือกดดูให้แน่ใจว่าอยู่ แล้วเดินเลียบกำแพงเข้าไป

จวนสกุลเสิ่นใหญ่กว่าที่นางคิด ลานหน้าตกแต่งไฟ ประดับประดาเตรียมงานเลี้ยงวันพรุ่งนี้ คนใช้วิ่งวุ่นยกโต๊ะเก้าอี้ นางอ้อมลานหน้า เลือกทางเล็กที่ไม่มีคน ตามแบบแปลนที่หอฟังลมให้ไว้ ศาลบรรพบุรุษสกุลเสิ่นอยู่มุมตะวันตกเฉียงเหนือสุดของคฤหาสน์ ปกติล็อกไว้ เปิดเฉพาะวันเทศกาล คืนนี้นางต้องไปศาลบรรพบุรุษก่อน—ตระกูลประวัติ บัญชีเก่าของสกุลเสิ่น ส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น

ประตูศาลเป็นไม้楠木 กุญแจเป็นทองแดงแบบเก่า อาหยิงดึงเข็มเล็กจากผม สอดเข้าไปในรูกุญแจ เปิดได้ในไม่กี่ที นางผลักประตูเข้าไป กลับมือปิดประตู

ในศาลมีป้ายบรรพบุรุษสกุลเสิ่นเรียงตามลำดับ แถวบนสุดเป็นตัวอักษรทองคำ ล่างลงไปเป็นสีขาว ตรงกลางโต๊ะเคารพ ที่วางกระถางธูปผลไม้ อาหยิงไม่รีบร้อนค้นของ ยืนที่ประตูครู่หนึ่ง ให้ตาปรับกับความมืด เมื่อเห็นชัดแล้ว จึงเดินไปหลังโต๊ะ

หลังโต๊ะแขวนภาพวาดชุดหนึ่ง ภาพบนสุดคือบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสกุลเสิ่น ถัดลงไปเป็นเจ้าบ้านแต่ละรุ่นกับภรรยาหลวง สายตาอาหยิงไล่ทีละแถว หยุดที่ภาพ倒数ที่สอง

เป็นภาพวาดสตรี วาดอย่างละเอียด คิ้วตาและลวดลายเสื้อผ้าไม่ขาดตก บนภาพมีอักษรบรรทัดเล็ก: ที่ระลึกถึงมารดาผู้วายชนม์ สกุลหลิว ชื่อหวานชิง

อาหยิงตั้งใจจะสักครู่เดียวแล้วหาของต่อ แต่สายตานางหยุดที่ภาพ ขยับไม่ได้อีก

สตรีในภาพ คิ้วตาคมเย็น คางเรียว มุมคิ้วซ้ายมีไฝเล็กจางๆ—เหมือนกับคนในกระจกของนางเปี๊ยบ

ลมหายใจอาหยิงกระวนกระวายทันที นางถอยหลังครึ่งก้าวโดยไม่ตั้งใจ หลังชนขอบโต๊ะเคารพ กระถางธูปสั่นเบาๆ นางเอื้อมมือประคองกระถาง มือกลับสั่น

นางจ้องภาพ คนในภาพก็จ้องนาง ดวงตานั้นเหมือนมีชีวิต ข้ามเวลาสิบแปดปี ข้ามผ้าไหมบางๆ จำนางได้

“นี้...” ลำคอนางตึง พูดอะไรไม่ออก

นางยกมือแตะใบหน้าตัวเอง แล้วดูภาพ คิ้ว ตา ไฝนั้น แม้กระทั่งส่วนโค้งของคางไม่ผิดเพี้ยน โลกนี้จะมีคนสองคนหน้าตาเหมือนกันได้อย่างไร นางเติบโตในหอฟังลม รู้ว่าตัวเองถูกเก็บมา รู้ว่ามีประวัติสืบได้ แต่นางไม่เคยคิด—ไม่เคยคิดว่าจะเจอหน้าตัวเองในศาลบรรพบุรุษของคนแปลกหน้า

นางโน้มตัวเข้าไปใกล้ มองละเอียดภายใต้แสงจันทร์สลัว สตรีในภาพอายุประมาณยี่สิบห้าหก สวมชุดขาวเป็นคนไว้ทุกข์—ไม่ใช่ ไม่ใช่ชุดไว้ทุกข์ เป็นชุดแต่งงานที่ดัดแปลงเป็นชุดขาว ที่คอเสื้อยังมีรอยแดงที่ซีดจางไม่หมด จิตรกรลงมืออย่างประณีต แม้แต่เส้นผมที่ขมับสองสามเส้นก็วาดชัดเจน ดวงตาวาดดีที่สุด ไม่ใช่การมองตรงแข็งทื่อเหมือนภาพทั่วไป แต่กำลังมองต่ำเล็กน้อย เหมือนมองใครสักคนนอกภาพ หรือเหมือนมองสิ่งที่ตัวเองกอดอยู่ในอ้อมแขน

ลำคออาหยิงตึงอีกครั้ง นางเกิดความคิดที่ไร้สาระขึ้นมา—คนในภาพนี้ กำลังมองนางอยู่

ไม่ใช่ไร้สาระ ดวงตานั้นมองมาจากหลังผ้าไหม ไม่กระพริบ เหมือนรอให้นางพูด

นกหวีดทองแดงที่นางกำไว้ร้อนผ่าว นางก้มดูนกหวีด แล้วเงยหน้าดูภาพอีกครั้ง นกหวีดทองแดงเป็นของที่แม่เลี้ยงทิ้งไว้ ก่อนตายแม่เลี้ยงพูดเพียงประโยคเดียว: “ลูกเอ๋ย เจ้าไม่ใช่คนไม่มีใครต้องการ”

ตอนนั้นนางไม่เข้าใจ ตอนนี้ นางเหมือนเริ่มเข้าใจ

รอยแผลเก่าที่ข้อมือซ้ายเริ่มปวด รอยแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ตั้งแต่จำความได้ก็มี แม่เลี้ยงบอกว่าเป็นแผลเก่าก่อนมาหอฟังลม ถามหาสาเหตุไม่ได้ ขณะนี้ รอยแผลที่ข้อมือเต้นเป็นจังหวะปวด เหมือนจำอะไรได้

อาหยิงหายใจลึก บังคับตัวเองให้สงบ นางไม่ใช่คนไม่见过世面 บังคับตัวเองละสายตาจากภาพ ไปเปิดลิ้นชักใต้โต๊ะเคารพ ตระกูลประวัติอยู่ในชั้นที่สอง นางดึงออกมา รีบเปิดไปถึงรุ่นล่าสุด

“เสิ่นปั๋วหยง แต่งงานกับสกุลหลิวชื่อหวานชิง มีบุตรสาว...”

ช่องบุตรสาว หมึกถูกขูดทิ้ง ถูกลบอย่างหนัก เหมือนจงใจลบ ข้างรอยลบ มีหมึกอีกสีหนึ่งเติมสี่คำ: “ตายเพราะคลอดบุตร”

นิ้วอาหยิงหยุดที่สี่คำนั้น ปลายนิ้วเย็นเฉียบ

ตายเพราะคลอดบุตร

นางนึกถึงคำของเฟิงอู๋หย่า— “ครั้งนี้แค่สืบคดีทุจริต เรื่องอื่นอย่าไปยุ่ง”

อาจารย์รู้ อาจารย์ต้องรู้ เขาให้มาเสิ่นสกุล บอกว่าสืบคดีทุจริต แต่แผ่นหยกที่เขาให้ รอยขีดตื้นๆด้านหลัง...นางหยิบแผ่นหยกออกจากแขนเสื้ออีกครั้ง ใต้แสงจันทร์ที่ลอดจากช่องหน้าต่างส่องเข้ามาในศาล ดูรอยขีดนั้นอย่างละเอียด

เป็นตัวอักษร “หลิว” ตื้นๆ

ตาอาหยิงหดเกร็ง

มือที่นางถือแผ่นหยกลดลง อยู่นิ่งๆครู่หนึ่ง ไม่ขยับ ในศาลเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง ตึก ตึก กระทบหน้าอก นางเงยหน้าดูภาพอีกครั้ง สตรีในภาพยังคงมองนาง ตาใจอ่อนโยน เหมือนรอให้นางพูด

อาหยิงอ้าปาก ส่งเสียงไม่ออก

นางไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร แต่นางเกิดความรู้สึกแปลกๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน—คนในศาลนี้ที่เคารพไว้ กับนาง มีความเกี่ยวข้องกัน

ข้างนอกตีกลองยาม สามยาม อาหยิงสะดุ้ง ฟื้นคืนสติ นางอยู่ที่นี่นานไม่ได้ วางตระกูลประวัติคืนที่เดิม ปิดลิ้นชัก มองภาพวาดครั้งสุดท้าย

“ข้าจะกลับมา” นางกระซิบกับภาพ ไม่รู้ตัว

นางหันตัวออกไป ล็อกกุญแจทองแดงอีกครั้ง ใต้แสงจันทร์ เงาของนางยาวเหยียด จากหน้าศาลไปถึงกำแพง นางเลียบกำแพงกลับ ถึงกลางทางจู่ๆหยุด

นางก้มมองข้อมือซ้าย รอยแผลเก่ามีรอยใหม่ยังซึมเลือด รอยแผลรูปพระจันทร์เสี้ยวใต้เม็ดเลือดเรืองแสงจางๆ

นางนึกถึงตัวอักษรบนภาพ—ที่ระลึกถึงมารดาผู้วายชนม์ สกุลหลิว ชื่อหวานชิง

นางนึกถึงตัวอักษร “หลิว” หลังแผ่นหยก

นางนึกถึงคำอาจารย์ “เรื่องอื่นอย่าไปยุ่ง”

ลมพัดจากกำแพงมาปลิวแขนเสื้อดังสะบัด อาหยิงยืนใต้แสงจันทร์ของจวนสกุลเสิ่น รู้สึกเป็นครั้งแรกว่าชีวิตสิบแปดปีนี้ เหมือนภาพที่ถูกตัดแต่งอย่างประณีต—ตัดส่วนที่สำคัญที่สุดออกไป

และส่วนที่ถูกตัดนั้น ขณะนี้แขวนอยู่ในศาลของคฤหาสน์ประตูแดงนี้ ดวงตาบนภาพ เหมือนกับนางเปี๊ยบ

นางคือใครกันแน่?

อาหยิงดึงปลายแขนเสื้อซ้ายลง ปิดรอยแผลเก่าที่ร้อนผ่าว หันกายหายไปในความมืด คืนนี้นางไม่ได้หลักฐานการทุจริตที่ต้องการ แต่กลับชนกับความลับที่น่ากลัวยิ่งกว่าการทุจริต

และความลับนี้ เพิ่งเปิดเผยมุมเดียวเท่านั้น

คอมเมนต์จากนักอ่าน

เงาเข้าสู่ประตูแดง · เงาคู่ในกระจก — GlotTale